ผู้แต่ง Espresso_yen
สำนักพิมพ์ นกฮูก พับลิชชิ่ง
จำนวนหน้า 232 หน้า
สภาพหนังสือ หนังสือใหม่
น้ำหนักหนังสือ 310 กรัม
มะปราง สาวสวยแก่นเซี้ยวน่ารัก หลานชาวไร่ธรรมดาๆ แต่กลับทำให้ ฟรีมองต์หัวใจเต้นตั้งแต่แรกที่ได้พบเธอ แต่การพบกันครั้งแรกมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด มีเหตุให้ มะปรางเข้าใจผิดในตัวของฟรีมองต์ และเป็นเหตุให้นำมาซึ่งความใกล้ชิด เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆไปด้วยกัน จนก่อตัวเป็นความรัก แต่เรื่องราวกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด แล้วความรักของทั้งสองจะลงเอยเช่นไรกัน ท่าอากาศยานดอนเมือง บทที่ 1ณ อาคารผู้โดยสายขาเข้าคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นกันอย่างล้นหลาม อันเนื่องมาจากการประชาสัมพันธ์ทั้งทางภาครัฐและเอกชนที่ดีเยี่ยมถึงได้มีนักท่องเที่ยวมากมายเนืองแน่นตลอดทั้งปีสายพานขยับเคลื่อนตัวลำเลียงกระเป๋าสำภาระผู้โดยสารของสายการบินแต่ละเที่ยวที่มาถึง เลื่อนตามรางไปเรื่อยๆ รอผู้เป็นเจ้าของหยิบฉวย กระเป๋าเป้ใบขนาดกลางสีเขียวหม่น หากข้างในบรรจุเสื้อผ้าของใช้ไม่กี่ชิ้น ถูกมือยาวแข็งแรงหยิบมันขึ้นมาร่างสูงบึกบึนเบี่ยงไหล่หนาหลบผู้โดยสารท่านอื่นๆ ออกมายืนอยู่ในที่โล่ง หลังจากได้สัมภาระของตนแล้ว สองมือจับสายเป้ขึ้นคล้องไหล่ ลำคอหนาตั้งตรง เส้นผมดำขลับยาวระต้นคอบนศีรษะทุยได้รูปสวย ช่วงขายาวแข็งแกร่งก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงดวงตาสีนิลเข้มยาวรีรับคิ้วดกหนาเป็นระเบียบ หรี่มองไปที่ประตูทางออกของอาคารผู้โดยสาร ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเป็นเส้นตรงรับกับจมูกโด่งเป็นสันงาม มุ่งหน้าไปยังรถยนต์คันหรูที่จอดรออยู่ตรงหน้าทันที
“คุณฟรีมองต์ ทางนี้ครับ” เอนกคนขับรถประจำบ้านธนกุลเชิญเจ้านายเจ้าของธุรกิจส่งออกผลไม้รายใหญ่และเจ้าของสวนส้มธนกุล จังหวัดเชียงใหม่ กระวีกระวาดเปิดประตูรอนายหนุ่มที่ลงมาเยี่ยมเยียนบิดาที่กรุงเทพฯ ทุกปีให้เข้ามานั่งในรถเอนกปิดประตูรถอย่างเบามือ เมื่อบุตรชายคนโตของบ้านธนกุลพยักหน้ารับ พร้อมแทรกกายเข้าไปในรถ ก่อนวิ่งอ้อมไปประจำคนขับ แล้วจึงออกรถทันที“เอนกเข้าออฟฟิศก่อน ค่อยกลับบ้าน”‘ธนบดี ธนกุล’ หรือ ‘ฟรีมองต์’ บอกคนขับรถผ่านกระจกมองหลัง เขาต้องการเอาเอกสารไปให้น้องชายทำเรื่องอนุมัติก่อนที่จะกลับบ้านไปพักผ่อน“มาเหนื่อยๆ ไม่พักก่อนหรือครับ” เอนกหันมาตอบผ่านกระจกมองหลัง เขาชื่นชมในความสามารถของชายหนุ่มที่รับช่วงกิจการงานต่อจากบิดาอย่างไม่มีที่ติ ผิวที่คล้ำลมแดดยิ่งทำให้ชายหนุ่มดูมั่นคงและหล่อเหลาขึ้นเป็นกอง“นั่งเครื่องไม่ถึงชั่วโมงแค่นี้ไม่เหนื่อยหรอก เอกสารต้องอนุมัติที่ออฟฟิศ ไม่ใช่ที่บ้าน ทำธุรกิจจะช้าไม่ได้เข้าใจไหม” ธนบดีตอบเสียงเข้ม เข้าใจดีถึงความห่วงใยของใครที่เป็นห่วง แต่สวนที่เขาขยับขยายต้องได้รับอนุมัติเงินทุนเร่งด่วน ในเมื่อคนงานที่สวน ต่างก็ทำงานหนักและต้องกินต้องใช้
“ครับๆ ทางไปออฟฟิศอีกหลายแยกไฟแดง คุณฟรีมองต์คงได้หลายงีบแล้ว”“อืม ขอบใจ” ธนบดีพูดจบก็หลับตาลงผ่อนคลายความเมื่อยเอนกมองนายหนุ่มท่าทางภายนอกดูแข็งกระด้าง หากจิตใจภายในนั้นอ่อนโยนห่วงใยคนรอบข้างเสมอ แม้คนงานในสวนยังพลอยได้รับความสุขสบายใจไปด้วยบริษัท ธนกุล เอ็กพอร์ท จำกัด สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนอาคารสูงหลายสิบชั้นย่านการค้า มีประธานที่ปรึกษาบริษัทฯ มากฝีมืออย่างคุณธนา บิดาของสองหนุ่มผู้มากความสามารถ‘รติบดี ธนกุล’ หรือ ‘โชกุน’ บุตรชายคนเล็กดำรงตำแหน่งประธานบริหาร เขาลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่เดินไปที่ประตูห้อง เมื่อสิ้นเสียงเลขารายงานนามผู้เข้าพบ เพื่อเปิดประตูออกต้อนรับพี่ชายพร้อมยิ้ม และเบี่ยงตัวหลบให้ผู้มาเยือนเข้ามาในห้องทำงาน ก่อนปิดประตูลงตามหลัง
“เห็นพ่อบอกว่าพี่ฟรีมองต์จะปรับสภาพดินเพื่อขยายสวนส้มเพิ่มหรือครับ”รติบดีถามพี่ชายออกไปพร้อมยื่นมือไปรับเอกสารมา ก่อนนั่งลงที่โซฟารับแขกตรงข้ามกัน“อืม ใช่ ที่ดินของเรายังว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร พี่ว่าจะลองลงสวนส้มดู นี่ก็ให้คนงานทำการถาง ตัดโค่นเอาต้นไม้กับขุดตอไม้ออกไปบ้างแล้ว”คนฟังนึกตามและกวาดสายตาดูเอกสารที่พี่ชายร่างมาเพื่อของบประมาณลงทุน หากเพิ่มพื้นที่สวนส้มมากขึ้นก็เท่ากับว่าบริษัทจะมีส้มขายภายในประเทศและส่งออกมากขึ้นตามไปด้วยถ้าต้องการผลกำไรมากขึ้น ก็ย่อมมีการลงทุนที่มากขึ้นตามมาเช่นกัน“การให้น้ำพี่คงเปลี่ยนมาให้ทางระบบสปริงเกอร์ อืม... ต้นทุนติดตั้งจะสูงนะ แต่พี่ไปอบรมสัมมนาที่ตัวจังหวัดอาทิตย์ที่แล้ว คำนวณดูแล้วว่าระยะคืนทุนมันสั้นกว่าการให้นำทางสายยาง และผลตอบแทนก็สูงกว่าด้วย พี่ว่าน่าสนใจ”ธนบดีอธิบายถึงแผนการทำสวนส้มเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ 700 ไร่ ให้รติบดีฟัง และจัดทำเอกสารสรุปโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนครั้งนี้ ถึงแม้จะได้ดำเนินการไปแล้วบ้างบางส่วน เช่น การปรับสภาพดินน้องชายพยักหน้ารับรู้ พอจะนึกภาพการทำสวนส้มออก แม้ไม่ได้อยู่ในสวนเหมือนพี่ชาย หากแต่เมื่อเขาว่างเขาและพ่อกับแม่จะผลัดกันบินขึ้นไปเยี่ยมชายหนุ่มที่สวนเสมอๆ และเขามักจะโดนพี่ชายแกล้งให้อยู่ในสวนนานๆ คนเดียวประจำ“เรื่องเงินลงทุนไม่มีปัญหาครับ วันนี้ผมจะจัดการให้เรียบร้อย แต่ว่าพี่คงต้องเหนื่อยมากขึ้น ไม่รับคนงานเพิ่มเหรอครับ ที่จริงพี่ฟรีมองต์จะชี้นิ้วสั่งเฉยๆ ยังได้ ไม่เห็นต้องไปขุดดินขุดทรายเลย”รติบดีเป็นห่วงพี่ชาย ถึงแม้คนงานในสวนจะเยอะแยะมากมายแค่ไหน พี่ชายเขาก็อยู่เฉยๆ ไม่เป็นอยู่ดี เอาใจใส่ทุกรายละเอียดเสมอ ไม่อย่างนั้นผลผลิตจะออกมาดีเยี่ยมขนาดนี้หรือ“ฮ่าๆๆ”ธนบดีหัวเราะออกมา เข้าใจดีถึงความห่วงใยของใครต่อใคร กลับบ้านไปก็ต้องเจอพ่อกับแม่เขาพูดแบบนี้อยู่แล้วเป็นประจำ จึงไม่แปลกใจ แต่ก็นั่นแหละ การจะเป็นนายคนสั่งนั่นนู่นนี่ ถ้าตัวเองไม่เคยทำหรือทำไม่เป็นแล้ว จะสั่งลูกน้องทำให้ดีได้อย่างไร จ้องมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาของน้องชายแล้วยิ้มอบอุ่น“น่า.. ยังไม่แก่เสียหน่อย ถือว่าออกกำลังกายไปในตัวด้วยยังไงล่ะ”รติบดีส่ายศีรษะไปมาเบาๆ ใบหน้ามีรอยยิ้มตามไปด้วย เรื่องคลุกดินคลุกทรายนี่เขาไม่เอาเด็ดขาด ถนัดนั่งบริหารในแอร์เย็นๆ มากกว่า“อ้อ ลืมบอกไป เมื่อวานป้าอุ่นบอกว่าสายๆ วันนี้หลานแกที่จบใหม่จะเข้ามาช่วยงานในสวนด้วย ทีนี้พี่มีคนงานเพิ่มแล้วนะ หายห่วงหรือยัง”ธนบดีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือตบบ่าน้องชายเบาๆ ที่ลุกขึ้นยืนตาม เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน“เฮ้อ เอาเถอะครับ คนงานในสวนเดิมทุกวันนี้ก็พอเจียดไปช่วยได้อยู่แล้ว พี่ก็ยังลุยสวนด้วยตัวเองอยู่ดี เพิ่มมาแค่คนเดียวเอง” รติบดีบ่นอุบพร้อมออกจากห้องเดินไปส่งพี่ชายที่รถธนบดีหัวเราะชอบใจอีกครั้ง น้องชายเขาสำอางจนน่าใจหาย แต่ความจริงนั้นเป็นเช่นไรเขารู้ แต่ก็อดที่จะแกล้งไม่ได้“งั้นโชกุนก็ไปช่วยพี่สิ”“โอ๊ย ไม่ไหวๆ ช่วยประสานงานที่กรุงเทพฯ ดีกว่าเยอะ”ภาพของสวนส้มที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา เมื่อมองจากที่สูงซึ่งเป็นบ้านพักเรือนไม้หลังใหญ่ มองเห็นต้นส้มเรียงรายสวยงามตามแปลงปลูก ความอุดมสมบูรณ์ของดินและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมส่งผลให้ส้มที่ปลูกในสวนนี้มีเปลือกสีเหลืองดูน่ารับประทาน รสชาติดี ขายได้ราคาสูง ยิ่งสวนส้มธนกุลได้รับการเอาใจใส่ด้านคุณภาพ โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์แล้วยิ่งให้ผลผลิตดี อายุหลังการเก็บเกี่ยวอยู่ได้นาน เป็นที่นิยมและต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศถัดออกไปบนพื้นที่ที่ว่างโล่งคืออาณาบริเวณสวนใหม่ที่คนงานกำลังเตรียมพื้นที่ปลูกสวนส้มเพิ่มเติม จึงได้ทำการไถปรับเตรีมพื้นที่ ทั้งยกแปลงปลูกให้สูงขึ้นกว่าพื้นที่เดิม เพื่อให้รากต้นส้มเจริญหาอาหารและระบายน้ำได้ดีรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่วิ่งปุเลงๆเข้ามาจอดหน้าอาคารไม้หลังใหญ่ ที่เป็นทั้งที่พักและยังเป็นออฟฟิศย่อมๆ ไว้ติดต่อลูกค้าใกล้เคียงของสวนส้มธนกุล เมื่อรถจอดสนิทหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียว ผิวขาวเนียนละเอียด ก้าวลงมาจากรถ หันมามองคนที่ยืนอยู่ที่เชิงบันไดบ้านยิ้มให้จนตาหยี ลักยิ้มเล็กๆสองข้างแก้มบุ๋มลงเพิ่มความน่ารักสดใสให้หญิงสาวผู้มาใหม่ขึ้นเป็นกอง แม้ผู้ที่เลี้ยงดูเห็นหน้าอยู่ตั้งแต่เล็กๆ ยังหลงรักรอยยิ้มนี้ของเธอ“คิดถึงป้าอุ่นที่สุดในโลกเลยค่ะ”มะปราง เด็กสาวที่ป้าอุ่นเก็บมาเลี้ยงดูอุ้มชูเหมือนลูกในไส้ถลาเข้ามาโอบแขนเรียวกอดรอบเอวหนาไว้แน่นอย่างดีใจป้าอุ่นคือคนที่เธอรักเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากที่พ่อแม่ตายไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อเธอยังแบเบาะ และป้าอุ่นก็ไม่เคยปิดบังความจริงในเรื่องนี้ มะปรางสมควรจะรับรู้ว่าเธอเกิดมาจากความรัก ไม่ใช่เกิดจากความฉาบฉวยรักสนุกอย่างวัยรุ่นสมัยนี้ เพียงแต่บุญวาสนาที่ทำกันมากับผู้บังเกิดเกล้านั้นสั้นนักจึงต้องมีอันพลัดพรากแต่เธอหาได้น้อยใจ หลังจากที่เรียนจนจบระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฎในตัวเมืองแล้ว ก็ไม่ลังเลใจใดๆ ทั้งสิ้นที่จะมาทำงานในสวนตามคำขอของป้าที่ชุบเลี้ยงเธอมาจนเติบใหญ่ ดีเสียอีกจะได้ดูแลตอบแทนบุญคุณที่ป้าอุ่นเมตตาเธอมาตลอดดุจมารดา แม้จะจบมาคนละคณะไม่เหมาะกับงานในไร่ในสวนก็ตาม“ทำเป็นปากหวานนะเจ้ามะปราง พอมาอยู่กับป้าช่วยทำงานในสวนได้ไม่ทันไร ขี้คร้านจะขอกลับไปอยู่หอพักอย่างเดิมล่ะสิ” ป้าอุ่นแสร้งทำเสียงน้อยใจ หากแววตานั้นยิ้มกริ่มมีความสุข ยกมือหยาบกร้านลูบผมบนศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างเอ็นดูมะปรางไม่เคยทำให้นางเสียใจเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนก็ตั้งใจ เรื่องพฤติกรรมแบบวัยรุ่นสมัยนี้นิยมก็ไม่เคยมีข่าวคราวให้หนักใจ แม้จะอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เล็ก และอยู่หอพักตั้งแต่เริ่มเรียนมหาวิทยาลัยห่างไกลหูไกลตา แต่มะปรางก็ขยันตั้งใจเรียนตอบแทนบุญคุณโดยการเป็นเด็กดีเสมอ“ไม่มีทางเสียล่ะ เว้นเสียแต่ป้าอุ่นจะไม่รักหนูแล้ว”มะปรางเงยหน้าสบตาทำปากยื่นๆ งอนๆ อย่างน่ารักจนป้าอุ่นหัวเราะออกมา“โถ ชื่นใจของป้า ถ้าไม่รักไม่หลงจะเรียกมาทำไมกัน พูดแล้วห้ามคืนคำเชียวนะ”ป้าอุ่นกอดมะปรางแนบอกอย่างรักใคร่มะปรางยิ้มแก้มปริ มีความสุขที่สุดในเวลานี้ไม่โกรธเคืองโชคชะตาสักนิดที่พรากพ่อแม่ไปจากเจอ และต้องขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสเธอได้ซบอกอุ่นหญิงใจดีผู้นี้ เธอกระชับแขนเรียวให้แน่นขึ้นด้วยหัวใจพองโต ฟังเสียงป้าอุ่นหัวเราะกับอาการออดอ้อนของเธออย่างสุขใจ“ฮะแฮ่ม จะหวานไปถึงไหนนะคู่นี้ เจอกันอยู่ทุกปิดเทอม เอ้า ขอทางหน่อยครับน้าจะยกกระเป๋าไปเก็บให้”ประพันธ์คนงานในสวนธนกุลและคนสนิทเป็นแขนและขาให้ธนบดี กระแอมไอดังขั้นให้ทั้งสองสาวหลบทาง เขารู้ว่ามะปรางเป็นเด็กกำพร้าที่ป้าอุ่นเก็บมาเลี้ยง แต่ประพันธ์ก็ไม่เคยรังเกียจกลับรักและเอ็นดูในความแสนซนและช่างพูดช่างคุยของเธอในตอนเด็กจนหลงรักเข้าไปอีกคน“โอ๊ย น้าพันธ์ ไม่ต้องๆ มะปรางหิ้วเอง สบายมาก”เธอโบกมือว่อนไปในอากาศห้ามประพันธ์ที่จะช่วยยกกระเป๋าลงจากหลังรถเพื่อนำไปเก็บในห้องพัก“ชิชะ สบายมากอะไร ก่อนลากมาขึ้นรถเห็นตัวเอียงไปข้าง เอ็งนะหุ่นยังกับไม้เสียบลูกชิ้น”ประพันธ์เหน็บหุ่นผอมเพรียวที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนาเข้าให้ ไม่เข้าใจนักว่าวัยรุ่นสมัยนี้มักนิยมอะไรแปลกๆ ไม่เข้าท่า“โห น้าพันธ์ หุ่นอย่างมะปรางนี่นะ น้องๆ ซุปเปอร์โมเดลเชียวน้าจะบอกให้”มะปรางเอียงซ้ายขวาโพสท่าสาวมั่นบิดตัวจนเอวกิ่วคอดให้ประพันธ์ดู“ใครๆ ก็ชมว่าหุ่นดี”ป้าอุ่นฟังแล้วก็ยิ้มขำ จริงๆ เห็นด้วยกับประพันธ์อยู่หรอก ไม่รู้จะฮิตตัวผอมเหมือนไม่มีแรงเดินไปกันทำไม สู้อวบอ้วนตุ้ยนุ้ยน่ารักกว่าเยอะ แต่ก็นั่นแหละหากนางเอ่ยปากบอกจะขุนเธอ เจ้าตัวก็เข้ามาออดอ้อนให้นางเปลี่ยนใจได้เสมอสิน่า“เอาล่ะๆ ให้น้าพันธ์ช่วยดีแล้ว เจ้ามะปรางตามป้ามา จะพาไปดูห้องหับว่าอยู่ได้ไหม” ป้าอุ่นบอกพลางเดินนำมะปรางเข้าไปในเรือนใหญ่โดยมีประพันธ์หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบโตตามเข้าไปเรือนใหญ่มีลักษณะการปลูกสร้างสไตล์ล้านนา เป็นเรือนไม้สองขั้นไม่สูงมากชั้นล่างเปิดโล่ง มีชุดรับแขกชุดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน ด้านหลังเรือนใหญ่จะเป็นห้องครัวที่เป็นครัวสมัยใหม่และถัดออกไปเป็นลานกว้างไว้สำหรับครัวไทยที่ต้องการพื้นที่โล่ง ชั้นบนมี 2 ห้องนอนใหญ่ภายในตกแต่งเข้ากับบรรยากาศ และ 1 ห้องทำงานเล็กที่โปร่งโล่ง มีระเบียงและมุกหลังคายื่นออกไปกันแดดฝน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นไม่สานและไม้ใหญ่ที่ขัดจนขึ้นเงาวับ สวยงามป้าอุ่นนำทางมะปรางและประพันธ์มาที่เรือนหลังเล็ก ซึ่งปลูกอยู่ห่างจากเรือนใหญ่ไม่มากนัก หากต้องการไปถึงก็ต้องเดินตัดผ่านเรือนหลังใหญ่ หรือเดินตามทางเดินที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนหลากสี อ้อมเรือนใหญ่ก็ได้เช่นกัน“เรือนเล็กมีสองห้อง เจ้ามะปรางก็แยกไปอยู่ห้องนี้แล้วกันนะ”ป้าอุ่นบอกพร้อมยื่นกุญแจให้“อ้าว ไม่ให้มะปรางนอนกอดป้าอุ่นแล้วเหรอ ว้า...แย่จัง”หญิงสาวทำเสียงผิดหวัง เพราะนึกว่าจะได้นอนในห้องป้าอุ่นเหมือนช่วงปิดเทอมเช่นเคย“ป้าเห็นว่าโตแล้ว อาจต้องการความเป็นส่วนตัวบ้างอย่างไรล่ะ มาเสียดงเสียดายอะไรกัน ห้องก็อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน แค่โซฟากั้นกลางเท่านั้นเอง” ป้าอุ่นส่งค้อนวงเล็กไปให้มะปรางที่ทำท่าจะไม่โตเสียทีประพันธ์วางกระเป๋าลงหน้าห้อง แล้วเอ่ยขึ้น“เอ้า เสร็จแล้วป้าหลาน ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปดูสวนก่อนนะ”“ขอบคุณจ้าน้าพันธ์”มะปรางยกมือไหว้ชดช้อยไม่เสียแรงที่ป้าอุ่นเฝ้าฝึกสอน ประพันธ์ยิ้มรับยกมือยีศีรษะเล็กของมะปรางอย่างเอ็นดูก่อนเดินออกไป“เอาล่ะทีนี้ เข้าไปจัดของได้แล้ว ป้าจะไปทำกับข้าวให้”“ให้มะปรางช่วยนะ คิดถึงสูตรอร่อยป้าอุ่นใจจะขาด” คนพูดอ้อนเสร็จก็รีบไขกุญแจเอากระเป๋าเข้าไปเก็บ แล้วรีบวิ่งตื้อออกมาจากห้อง เกาะแขนป้าอุ่นพากันเดินเข้าครัวไปหลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยมะปรางก็ช่วยป้าอุ่นเก็บจานแล้วก็เก็บกวาดบ้าน จึงได้ทราบว่าคุณธนบดีลูกชายคนโตคุณธนาเข้ามาบริหารสวนส้มแทนบิดาเมื่อหลายปีก่อน ส่วนบิดานั้นไปอยู่ที่กรุงเทพฯ กับภรรยาและบุตรชายคนเล็ก หากเธอต้องการจะช่วยงานในสวนต้องรอคุณธนบดีมาบอกรายละเอียดว่าจะต้องให้เธอทำอะไรบ้าง มะปรางยักไหล่ เดินรอบบ้านแล้วก็ไม่เห็นรูปคุณธนบดีอะไรนั่น เห็นแต่รูปคุณธนาและภรรยาสมัยจีบกันใหม่ๆ แม้แต่ช่วงปิดเทอมที่เธอมาเยี่ยมป้าอุ่นก็ไม่เคยเจอ“แปลก เป็นลูกเจ้าของสวนส้มแต่ไม่รูปตัวเองสักกะใบเดียว สงสัยหน้าตาดูไม่ได้ ฮ่าๆๆ”มะปรางยืนถือไม้กวาด หัวเราะอยู่คนเดียวจนป้าอุ่นงง เดินเข้ามาถาม“เป็นอะไรเจ้ามะปราง อยู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา เมาข้าวหรือไง”
“เปล่าจ้ะ คิดอะไรตลกๆ น่ะ” มะปรางยิ้มกว้างให้ป้าอุ่นพร้อมกับทำความสะอาดบ้านต่อจนแล้วเสร็จ จึงออกปากขอป้าอุ่นว่าจะลงไปเดินเล่นที่สวนส้มเสียหน่อย ป้าอุ่นพยักหน้าให้พร้อมเดินไปรับโทรศัพท์ เมื่อมันส่งเสียงร้องขึ้นมาธนบดีนั่นเองที่โทรมา“อ้าว คุณฟรีมองต์ จะกลับวันนี้เหรอคะ ไม่อยู่พักกับคุณพ่อคุณแม่ให้หายเหนื่อยเสียก่อนหรือคะ ทุกทีไปเยี่ยมท่านเป็นเดือนๆ” ป้าอุ่นบอกอย่างห่วงใยที่นายหนุ่มเพิ่งจะบินไปเมื่อเช้าก็จะกลับมาตอนเย็นนี้ซะแล้ว“ครับ ผมเป็นห่วงสวนน่ะครับ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ว่าอะไร เพราะท่านกำลังจะลงไปเยี่ยมผมเร็วๆ นี้เหมือนกัน ผมเลยขอกลับมาก่อน”ธนบดีอธิบายให้ป้าอุ่นคลายกังวลกลัวว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับครอบครัวนานๆ ซึ่งจริงๆ เขาไม่ได้ขาดความอบอุ่นอะไร ออกจะชอบอยู่คนเดียวด้วยซ้ำ มีป้าอุ่นนี่ล่ะที่คอยห่วงใยเหมือนคนในครอบครัว ทำให้เขาเองรักและเคารพไม่แพ้บุพการีเช่นกัน“อย่างนั้นหรอกเหรอค่ะ ได้ค่ะเดี๋ยวป้าให้พันธ์ไปรับที่สนามบิน ว่าแต่จะไม่พักที่เรือนใหญ่เหรอค่ะ เรือนไม้หลังสวนคับแคบออก จะอยู่เข้าไปได้ยังไง”ป้าอุ่นยังคงห่วงไม่เปลี่ยน“ไม่หรอกครับ แค่อยู่ใกล้สวนใหม่ สะดวกดูแลควบคุมงาน ไม่กี่เดือนก็เสร็จแล้วครับ ป้าไม่ต้องห่วงนะ” เขาบอกเหตุผลที่จะไม่พักที่เรือนใหญ่จนกว่าสวนส้มแห่งใหม่จะแล้วเสร็จให้ป้าอุ่นหายห่วงอีกรอบโชคดีจริงที่ใครๆ ก็ช่างห่วงเขาธนบดียิ้มขำ ฟังป้าอุ่นรับปากก่อนวางสายไปด้านมะปรางหลังจากที่ขอยืมจักรยานจากประพันธ์ได้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาปั่นไปบนถนนแคบที่แบ่งสวนส้มออกเป็นสองฝั่ง มองความเขียวขจีของใบส้มตัดกับผลส้มสีเหลืองน่ารับประทานอย่างอารมณ์ดีอีกไม่นานเธอก็จะได้เก็บเกี่ยวมันแล้ว และจะได้แอบกินให้หนำใจไปเลย“ฮ่าๆๆ” มะปรางหัวเราะความคิดตัวเองเสร็จก็จอดจักรยานทิ้งไว้ข้างทางลงเกือบจะท้ายสวน เดินดุ่มๆ เข้าไปในสวนโดยไม่ทันได้ยินเสียงรถกระบะที่วิ่งผ่านเข้าไปท้ายสวนมะปรางเดินลึกเข้าไป เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามต้นส้มจนงง พอจะย้อนกลับสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเรือนไม้หลังเล็กที่ปลูกอยู่ข้างหน้า สวยงามจนอดใจที่จะก้มๆ ลอดต้นส้มเข้าไปดูใกล้ๆ ไม่ได้แต่แล้วก็มีชายหนุ่มตัวโตคนหนึ่งเดินตัดหน้าเธอไป เขาควานหาอะไรทั่วตัวแล้วเดินรอบบ้าน สักพักมะปรางก็ตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อชายคนนั้นไม่ได้เข้าบ้านทางประตูกลับงัดบานหน้าต่างเตี้ยๆ ให้เปิดออก แล้วกระโดดเข้าไปจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก.......“ขโมย หน็อยแน่.. กล้าดียังไง” มะปรางพูดลอดไรฟันอย่างเคืองแค้น หลังจากคิดแล้วเรือนไม้หลังนี้ต้องเป็นสมบัติของสวนส้มธนกุลอย่างแน่นอน‘ไม่ได้การแล้ว’หญิงสาวหันซ้ายขวา หาอะไรเหมาะมือมาถือไว้มั่น ย่องออกจากต้นส้มเข้าไปใกล้ตัวบ้านทุกที ส่วนธนบดีที่เข้ามาในบ้านได้แล้วก็ถอนหายใจโล่งออกมา“เฮ้อ ดัน.. ลืมหยิบกุญแจบ้านมาด้วย ดีนะที่หน้าต่างไม่ลงกลอนไว้”
|