www.BestbookSmile.com

เว็บบอร์ด

02/05/2010เวลา 20:44เข้าดู: 81ตอบ: 2
หัวข้อ : ตัวอย่างหนังสือทำมือ ลิขิตรักข้ามกาลเวลา ภาค 2 ตอนลิขิตรัก โดย ซินเหมย (ณศิกมล)
รายละเอียด :
บทนำ



ถึงแม้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแต่ก็ยังถือว่าอากาศเย็นอยู่มากสำหรับพุทธิญา ภายในเกี้ยวเธอจึงเลือกที่จะนั่งอยู่บนตักของกุ้ยหย่งหมิง แนบชิดอิงแอบร่างกลมกลึงอยู่กับอกอุ่นผึ่งผายตลอดทาง



“ป่านนี้ซินเหมยคงเตรียมตัดชุดฤดูร้อนไว้ให้ยิปซีหลายชุดแล้วนะคะ”



“ข้าตั้งใจว่ากลับไปคราวนี้จะให้เขาตัดชุดแดงให้แก่เจ้าสักชุด ผ้าที่จะใช้ตัดเราก็มีแล้ว เป็นผ้าที่พระอัยยิกาพระราชทานให้เจ้าโดยเฉพาะ เมื่อกลับถึงบ้านข้าจะหยิบให้เจ้าชม”



“ชุดแดงของยิปซีก็มี อย่าเพิ่งตัดเลยค่ะไว้มีโอกาสเหมาะๆ ค่อยตัดก็ได้ รอให้นึกแบบใหม่ๆ ออกแล้วค่อยตัด”



“ไม่มีโอกาสไหนเหมาะเท่าครั้งนี้แล้วยิปซี ชุดแดงชุดนี้เป็นชุดที่เหมาะกับเจ้ามากที่สุดเพราะมันเป็นชุดเจ้าสาว”



พุทธิญาเบิกตาโต เมื่อรู้ว่าชุดแดงที่เขาพูดหมายถึงชุดอะไร



“ท่านหมายความว่า..”



“ข้าเคยให้สัญญากับเจ้าไว้ ถ้ากลับจากชิลลาเมื่อไหร่จะแต่งเจ้าเป็นพระชายา ข้ายังจำได้ดี”



“.....หย่งหมิง” เธอพูดได้แค่นั้นเพราะถูกความตื้นตันใจเล่นงานจนจุก อกพูดไม่ออก มีเพียงน้ำตาแห่งความยินดีที่ไหลรินออกมา



“แต่งงานเป็นพระชายาของข้านะยิปซี”



เสียงของเขายามที่เอ่ยปากขอเธอแต่งงานฟังแล้วช่างหวานเสนาะหูยิ่งนัก แล้วแบบนี้จะใจแข็งได้อย่างไร



“ค่ะ ยิปซีจะแต่งงานเป็นพระชายาของหย่งหมิง และจะรักหย่งหมิง มากขึ้นทุกวันดีมั๊ยคะ”



“หย่งหมิงก็จะรักยิปซีมากขึ้นทุกวันและรักคนเดียวตลอดชีวิต”



ทั้งสองต่างมอบสัญญาให้กันอย่างมีความสุข ภายในเกี้ยวที่กำลังเดินทางจากพระราชวังสู่คฤหาสน์อ๋องกุ้ย ด้วยเส้นทางเดิมที่ได้พบกันครั้งแรก



__________________________________________







บทที่ ๑







พุทธิญาหรือนามใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งสดๆ ร้อนๆ จากองค์จักรพรรดิคือ ‘พระชายากุ้ยถิง’ ความจริงจะบอกว่าพระองค์แต่งตั้งให้ก็ไม่ถูกต้องนักเพราะคนที่ต้องการให้เธอใช้ชื่อนี้คือสามีของเธอ ‘อ๋องกุ้ยหย่งหมิง’ พระองค์เพียงแค่ทำตามความต้องการของเขาเท่านั้น ตอนนี้นางกำลังนั่งอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ในชุดเจ้าสาวสีแดงแต่สิ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิดมากก็คือหมวกเจ้าสาวอันหนักอึ้งใบนี้ต่างหาก



“ท่านอ๋องของพวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่ป่านนี้ยังไม่ตามมาอีก” นางรู้ดีว่าเขากำลังดื่มฉลองกับเหล่าข้าราชการและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่ง แต่นางก็อุตส่าห์กระซิบบอกก่อนส่งตัวแล้วนี่นาว่าให้เข้ามาทำตามพิธีให้ครบถ้วนก่อนแล้วค่อยออกไปดื่มต่อเพราะเธออยากพักผ่อน



“ให้ข้าช่วยถอดหมวกให้นะเจ้าคะ”



“ไม่ได้นะหลัน มันผิดประเพณี ท่านอ๋องก็ไม่ได้สั่งให้ทำ” เสี่ยวซิงรีบห้ามเพราะมันอยู่นอกเหนือคำสั่ง



“ข้ามาแล้วพระชายา” เสียงของกุ้ยหย่งหมิงอ้อแอ้เล็กน้อยซึ่งเกิดจากการดื่มเหล้า ‘มังกรหลับ’ ที่คหบดีแคว้นคุณหลุนนำมาเป็นของขวัญวันวิวาห์ เป็นเหล้าชนิดเดียวที่ทำให้เขามึนเมาได้ เขาจึงสั่งซื้อไปหลายสิบไห



“ท่านเมาเหรอนี่?” กุ้ยถิงถามด้วยความแปลกใจ



“ใช่ข้าเมา เมาเหล้าเมารักแต่เมารักเจ้ามากกว่า” ฝ่ามือใหญ่บรรจงถอดหมวกออกจากศีรษะของเจ้าสาวอย่างนุ่มนวลแล้วยื่นให้สาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คอยรอรับอย่างรู้หน้าที่ พวกนางจัดการทุกอย่างแล้วรีบพากันเดินออกไป ปล่อยให้พิธีที่เหลือเป็นหน้าที่ของเจ้าบ่าวต่อไป



ถึงแม้จะเป็นภรรยาของเขามาหลายเดือนแล้ว แต่ความขลังของพิธีก็



ทำให้เธอขนลุกซู่



“ดื่มแค่นิดเดียวก็พอที่เหลือข้าดื่มต่อเอง” พิธีการสุดท้ายคือการดื่มเหล้า เขารู้ว่าเธอไม่ค่อยถนัดเหล้าแรงๆ จึงออกตัว



“ท่านกำลังดูถูกเมียของตัวเองอยู่นะ” กุ้ยถิงกระดกทีเดียวหมดจอก ถึงแม้จะรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งลำไส้ที่เหล้าไหลผ่านแต่ก็ไม่แสดงอาการให้รู้



“หึ หึ หึ” ชายหนุ่มกระดกจอกเหล้าในมือใส่ปากแล้ววาดแขนโน้มศีรษะของนางมารับจูบ ถ่ายเทเหล้าในปากไปให้นางอย่างจงใจ



กุ้ยถิงหลับตาพริ้มยอมกลืนกินเหล้าจากปากของเขาจนหมดต่อด้วยรับจูบดูดดื่มเร่าร้อนเนิ่นนาน นางรู้สึกว่าปากตัวเองบวมเห่อเมื่อเขาผละออก



“ออกไปฉลองต่อกับแขกของท่านเถิด” นางจัดชุดเจ้าบ่าวของเขาให้มีระเบียบมากขึ้นขณะพูด



“ข้ายังไม่ได้เข้าหอเลยจะออกไปได้ยังไง” พูดจบก็อุ้มหญิงสาวกลับไปที่เตียงหลังใหญ่ จัดการทำพิธีเข้าหอให้ถูกต้องสมบูรณ์แบบทุกประการ







กุ้ยถิงนั่งหน้าหงิกอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ นางกำลังเบื่อกับการต้องทำผมแบบหญิงที่แต่งงานแล้ว ทั้งเครื่องประดับทั้งทรงผมมันดูอลังการจนเธอหนักศีรษะไปหมดแล้ว



“ข้าจะทำเฉพาะวันที่จำเป็นเท่านั้นนะ”



“ทราบแล้วค่ะพระชายา” เสี่ยวซิงรับคำขณะทำผมให้นาง รู้อยู่หรอก ว่าพระชายามักจะแต่งตัวง่ายๆ เวลาอยู่ในบ้าน ให้แม่นางซินเหมยตัดชุดคล้ายแบบที่นำมาจากเมืองของตน มัดผมเป็นมวยสูงบ้าง ปล่อยบ้างหรือรวบไว้ง่ายๆ ติดเครื่องประดับน้อยชิ้นแต่นางก็ดูงามสง่าน่าหลงใหล



“แต่วันนี้พระชายาต้องเข้าไปทานอาหารร่วมกับครอบครัวของท่านอ๋องก็ต้องสวยสง่าสมฐานะนะคะ” เสี่ยวหลันยิ้มให้เจ้านายขณะที่เตรียมชุดให้ ครอบครัวของท่านอ๋องก็คือองค์จักรพรรดิถังโจวและเชื้อพระวงศ์ ดังนั้นพวกนางจะต้องทำหน้าที่รับใช้ให้เต็มที่ เพื่อให้เจ้านายของตนออกมางามสง่ากว่าหญิงอื่นมากที่สุดถึงแม้นางจะงามสง่าอยู่แล้วก็ตาม



“ข้ารู้ แต่กลัวจะปวดคอก่อนถึงวังหลวงน่ะซิ เฮ้อ! เป็นเมียท่านอ๋องทำไมถึงลำบากขนาดนี้นะ แล้วพระมเหสีจะขนาดไหนนะ” นางสงสัย



“ท่านเป็นถึงพระชายาทำไมพูดจาแบบนี้คะ” เสี่ยวหลันเอ็ดเบาๆ “ท่านอ๋องจะได้ยินเข้า ท่านคงเสียใจ”



“ก็พูดเรื่องจริงนี่นา รู้งี้อยู่ด้วยกันเฉยๆ ไม่แต่งดีกว่า”



“ไม่ได้นะคะ มันผิดประเพณี ไม่เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน” เสียวซิง รีบแนะตามที่รู้มา



“ข้าไม่ได้อยู่กับชาวบ้านแต่อยู่กับท่านอ๋องของพวกเจ้าต่างหาก”



“ถ้าท่านไม่ยอมแต่งกับท่านอ๋อง ข้ามั่นใจว่าพระอัยยิกาต้องพระราชทานองค์หญิงองค์ใดองค์หนึ่งมาแต่งกับท่านอ๋องแน่” เสี่ยวหลันรู้ดีว่าพระชายาหึงหวงสามีขนาดไหนจึงแกล้งพูดขึ้น



“ช้าไปแล้วจ้ะหลัน ตอนนี้ท่านอ๋องของพวกเจ้าเป็นของข้าคนเดียวเท่านั้น เชื้อพระวงศ์องค์ไหนก็ไม่มีสิทธิ์ถึงจะเป็นแค่อนุก็ไม่ได้ คิ คิ คิ”



“คิ คิ คิ” สาวใช้ทั้งสองหัวเราะคิกคักตามนายสาว



กุ้ยหย่งหมิงยืนอยู่หน้าห้องแต่งตัว ไม่ได้แนบหูฟังกับประตูแต่สามารถได้ยินคำสนทนาของพระชายากับสาวใช้ได้ชัดเจน อดไม่ได้ต้องหัวเราะตามพวกนางไปด้วย ‘ชาตินี้ข้าคงหมดสิทธิ์รับอนุแล้ว’ คิดเล่นขำๆ ก่อนยกนิ้วขึ้นมาเป่าเป็นสัญญาณถึงองครักษ์ส่วนตัวทั้งสองแล้วเดินห่างออกไป



บรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายรวมทั้งคู่สมรสต่างมารวมตัวกันที่ตำหนักรื่นรมย์ฤดีกันอย่างคับคั่ง ไม่มีการแสดงใดๆ จากบุคคลภายนอกยกเว้นจากคนในครอบครัว กุ้ยถิงนั่งดูศิลปะต่างๆ ที่องค์ชายองค์หญิงแต่ละพระองค์จัดมาต้อนรับอย่างสนใจสลับกับการพูดคุยตอบคำถามของทุกพระองค์อย่างมีมารยาท โดยเฉพาะเหล่าองค์หญิงที่สนใจกับอาภรณ์งดงามแปลกตาของนาง ต่างก็สนใจที่จะให้บรรดานางกำนัลของตนเองไปขอคำปรึกษาจากช่างตัดเสื้อส่วนตัวของนาง



องค์หญิงเหวินเว่ยมองพี่สะใภ้ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีความสุขด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเกลียดชัดเจนในขณะที่นางเผลอ ผิดกับเวลาที่มองญาติหนุ่ม ในสายตาของนางมีแต่ความเสียใจอย่างสุดซึ้งแต่กระนั้นก็ยังรักไม่เสื่อมคลาย คนที่นั่งอยู่ข้างกายเขาคอยได้รับการเอาใจใส่สมควรจะเป็นนางไม่ใช่หญิงสาวต่างภาษาคนนั้น



“พระชายามีความสุขดีหรือไม่” น้ำเสียงที่ถามออกไปมีแต่ความอ่อนโยนผิดกับจิตใจที่ริษยา



กุ้ยถิงมององค์หญิงเหวินเว่ยแล้วคลี่ยิ้มกว้าง “เรื่องไหนเพคะองค์หญิง ถ้าเรื่องชีวิตคู่หม่อมฉันมีความสุขมาก ท่านอ๋องดูแลเอาใจหม่อมฉันดีทุกอย่างเพคะ” เธอตอบตามความจริงทุกประการ



“แล้วเมื่อไหร่จะมีลูกชายให้ท่านอ๋องล่ะ”



“...เรื่องนั้นหม่อมฉันยังไม่ได้คิดเลยเพคะ” มันไม่เคยอยู่ในสมองของนางสักนิด



“แต่งงานแล้วก็ต้องมีบุตรที่สำคัญบุตรคนแรกต้องเป็นผู้ชายถึงจะดี ข้ารู้มาว่าท่านกับท่านอ๋องอยู่ด้วยกันมาหลายเดือนแล้วสมควรที่จะมีสายเลือดของท่านอ๋องอยู่ในท้องแล้วนี่นา หรือว่าข่าวที่ได้ยินมาไม่มีมูล”



“เรื่องนี้ข้าว่าให้สามีภรรยาเขาคุยกันเองจะดีกว่า” ถังโจวทรงขัดขึ้น พระองค์รู้ดีว่าน้องสาวเป็นคนเช่นไร เห็นยิ้มมีเมตตาแบบนี้แต่ในใจนั้นคงริษยาชายาของหย่งหมิงไม่น้อย



“เสด็จพี่เพคะ ที่หม่อมฉันถามก็เพราะเป็นห่วงและหวังดีกับครอบครัวของท่านอ๋องเท่านั้น” เหวินเว่ยรู้ดีว่าควรหยุดไว้แค่ตรงไหน



“มารดาของหม่อมฉันก็มีบุตรยากแต่งงานตั้งเกือบสิบปีถึงจะมีหม่อมฉัน หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบว่าตัวเองจะเป็นเหมือนมารดาหรือเปล่า”



“ข้าเห็นใจท่านนะ แบบนี้คงต้องยอมให้ท่านอ๋องรับอนุเพื่อมีทายาทสืบสกุล”



ได้ยินประโยคที่หลุดจากปากขององค์หญิงใจของกุ้ยถิงปวดร้าวขึ้นทันใด รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ วิ่งมาจุกอยู่ที่คอหอย ไม่สามารถโต้ตอบใดๆ ออกไป



“เรื่องนี้คงไม่ต้องขอคำชี้แนะจากองค์หญิง ข้าจะพยายามทำเต็มที่เพื่อให้พระชายาตั้งครรภ์ลูกของหม่อมฉัน ขอบพระทัยมาก” เห็นอาการของนางเปลี่ยนไปกะทันหันเขาเองก็ทนไม่ไหวจึงพูดกับเหวินเว่ยด้วยคำพูดที่ไม่ถนอมน้ำใจสักเท่าไหร่



“ท่านอ๋อง!” คิดไม่ถึงว่าเขาจะปกป้องผู้หญิงคนนั้นถึงขนาดนี้ เขาไม่รักษาหน้านางเลยสักนิด “ข้า..ข้าแค่หวังดีกับท่านเท่านั้น” น้ำตาของนางปริ่มขอบตา ไม่ได้เสแสร้งสร้างภาพแต่ออกมาเพราะความน้อยใจจริงๆ



“ถ้าอยากให้ข้ามาที่นี่บ่อยๆ อย่าคุยเรื่องลูกกับอนุให้ข้าได้ยินอีก”



“องค์หญิงแค่หวังดีเท่านั้น เจ้าอย่าโมโหไปเลยหย่งหมิง” ไทเฮารู้ดีว่าหลานชายของพระองค์ไม่พอใจองค์หญิงเหวินเว่ยมาก เชื้อพระวงศ์พระองค์อื่นจึงโดนปรามไว้ล่วงหน้า ดังนั้นพระองค์จึงต้องออกหน้าไกล่เกลี่ย



“ไทเฮาพูดถูก” พระอัยยิกาตรัสออกมาเพียงสั้นๆ รู้ดีว่าในความหวังดีของเหวินเว่ยแฝงไว้ด้วยความริษยา ถึงแม้จะเอนเอียงไปทางกุ้ยหย่งหมิงแต่นางต้องวางตัวให้เป็นกลางต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์



“หม่อมฉันขออภัยแทนท่านอ๋องด้วยเพคะ” กุ้ยถิงไม่อยากให้เรื่องราวลามไปมากกว่านี้ มันทำให้เสียบรรยากาศงานเลี้ยงซะเปล่าๆ



“ขอโทษทำไมเราไม่ผิด” กุ้ยหย่งหมิงมองเหวินเว่ยด้วยสายตาเย็นชา คนที่เคยเสนอตนเป็นชายาของเขานางนี้ คงต้องการเสนอตัวเองเป็นอนุอีกกระมังถึงได้เตรียมเปิดทางไว้ อย่าหวังเลย



“ทำตามที่ท่านอ๋องต้องการ เรื่องนี้เป็นเรื่องของท่านอ๋องพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนแทน องค์ชายเจ้าบอกกับพ่อว่าจะมีการแสดงมาอวดท่านอาไม่ใช่หรือ” ถังโจวประกาศเสียงดังก้อง ก่อนหันไปถามโอรสองค์น้อยของพระองค์



“ลูกจะร้องเพลงให้ท่านอาสะใภ้ฟังพ่ะย่ะค่ะ” พูดจบโอรสองค์น้อยก็ขับขานเพลงที่ได้ร่ำเรียนมาจากเสด็จแม่ของตนออกมา สร้างรอยยิ้มให้ทุกพระองค์ได้ดีทีเดียว







เห็นชายาเงียบผิดปกติขณะเดินทางกลับคฤหาสน์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่านางกำลังกังวลเรื่องใดระหว่างเรื่องลูกกับเรื่องรับอนุ



“คิดมากเรื่องอันใดบอกสามีได้หรือไม่” ภายในรถม้าหลังใหญ่มีเพียงเขาและนางไม่จำเป็นต้องเก็บงำความสงสัยไว้จนถึงบ้าน เขาดึงนางเข้ามาแนบชิด “ข้าไม่ชอบเห็นเจ้านิ่งเงียบแบบนี้ มันดูไร้สีสันพิกล”



กุ้ยถิงเงยหน้าสบตากับสามีคลี่ยิ้มบางเบาออกไป แล้วจึงซบหน้ากับอกแกร่งผึ่งผาย



“ถ้ายิปซีมีลูกให้ท่านไม่ได้ท่านจะทำยังไง”



“ที่แท้เมียรักของข้ากำลังกังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องแค่นี้เองเหรอ หึ หึ หึ”



“ใครบอกว่าไม่เป็นเรื่อง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ข้ารู้ดี แต่งงานแล้วก็ต้องมีบุตรชายเพื่อสืบทอดสกุลทั้งนั้น” ทำไมนางจะไม่รู้ว่าคนจีนยุคนี้หรือยุคที่นางอยู่มาก่อน การให้กำเนิดลูกชายเป็นเรื่องสำคัญขนาดไหน



“เจ้าเคยบอกสามีว่ายุคของเจ้าผู้ชายส่วนใหญ่มักจะแต่งงานตอนอายุเกินสามสิบไปแล้ว ตอนนี้ข้าเพิ่งยี่สิบหกเองยังมีเวลาอีกตั้งหลายปีเจ้าอย่าคิดมากเลยนะ”



“ท่านอย่าทำเป็นเล่นนะ” เบี่ยงหน้าหลบจมูกซุกซนของสามีที่ดูไม่ค่อยเดือดร้อนกับเรื่องนี้เลย ยกมือข้างหนึ่งยันคางของเขาไว้ “บอกยิปซีมาก่อนว่าท่านจะทำยังไง”



“ข้าจะเสพสุขกับเจ้าทุกวันทุกคืนจนกว่าจะมีทายาทน้อยๆ อยู่ในท้องของเจ้าดีหรือไม่” ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับบ่งบอกชัดเจนว่าต้องการทำอย่างที่พูดจริงๆ



“แล้วถ้าไม่ใช่ลูกชายล่ะ” ตอนนี้นางไม่มีอารมณ์จะตำหนิเขาเกี่ยวกับความมักมากนั้นหรอก ขอคุยเรื่องนี้ให้รู้เรื่องก่อนดีกว่า



“จะลูกชายหรือลูกสาวก็ขอให้เป็นลูกของข้ากับเจ้าก็พอ ข้ายังหนุ่มและแข็งแรงมีลูกช้าไปหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เจ้าอย่าคิดมากไปเลยนะ เจ้าเคยบอกกับสามีเองว่าความเครียดทำให้สุขภาพไม่ดีลืมไปแล้วหรือไร”



“อือ” เธอพยักหน้าให้สามีแล้วคลี่ยิ้มสดใส “ยิปซีจะไม่คิดมากแต่จะหมั่นบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเพื่อรอให้ลูกของเรามาอยู่ด้วย แต่ท่านห้ามลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับข้านะ เรื่องอนุไง” เห็นเขาขมวดคิ้วสงสัยจึงไขข้อข้องใจให้ฟัง



ฮา ฮา ฮา จบเรื่องบุตรก็เอาเรื่องนี้มาต่อทันที ชายาใครกันนะมักมากจริงๆ เขาหัวเราะไม่เลิกด้วยความขบขัน



“นี่แน่ะ”



“โอ๊ย! เจ้าบิดเนื้อสามีทำไม สามีเจ็บนะ” เขาแกล้งร้องครวญเหมือนเจ็บแทบขาดใจ ทั้งที่แทบไม่รู้สึกเลย



“ก็ท่านหัวเราะเยาะข้าทำไมล่ะ รีบตอบข้ามาเร็วๆ”



“ข้าขอสัญญาว่าจะไม่ลืมเด็ดขาด” หนึ่งมือใหญ่แนบแก้มของชายาเกือบมิด อีกหนึ่งมือใหญ่รั้งเอวของนางให้เข้ามาแนบชิดสนิทแน่นขึ้นมาบนตัก มอบจูบรัญจวนใจเป็นการยืนยันคำสัญญา เพียงแค่เขารักษาสัญญาเธอก็พร้อมใจจะเคียงข้างเขาไปตลอดชีวิต ไม่ว่าปัญหาในวันข้างหน้าจะใหญ่หลวงเพียงใดจะไม่หวั่นไหวเด็ดขาด หญิงสาวสวมกอดสามีแนบแน่นขดตัวอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของเขาไปตลอดเส้นทาง







เวลาหนึ่งเดือนเต็มที่องค์จักรพรรดิปล่อยให้กุ้ยหย่งหมิงใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขกับชายาสุดที่รักหมดลงแล้ว เขาถึงกับถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายเมื่อเปิดประตูห้องนอนออกมาแล้วพบกับมหาดเล็กสั่วยืนยิ้มแห้งๆ รออยู่



“เคารพท่านอ๋อง ฝ่าบาทให้หม่อมฉันมารอรับเพื่อเดินทางเข้าวังหลวงพร้อมกัน”



สายตาของเขาสาดประกายดุดันไปทางพ่อบ้านที่บังอาจปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามาในเขตหวงห้ามของเขา



พ่อบ้านยืนตัวสั่นเทารีบก้มหน้ามองพื้น เขาเป็นแค่ผู้น้อยจะกล้าห้ามมหาดเล็กของจักรพรรดิได้อย่างไรกัน ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าจะมาถ่ายทอดคำสั่งของพระองค์ด้วยตัวเอง



“อย่าไปโทษพ่อบ้านเลย เขาห้ามกระหม่อมแล้วแต่ไม่สำเร็จ” มหาดเล็กสั่วออกตัวแทนพ่อบ้าน



“หย่งหมิงท่านเรียกซิงกับหลันให้ยิปซีหรือยัง” เสียงดังกังวานใสที่ดัง



มาจากในห้องทำให้กุ้ยหย่งหมิงนึกขึ้นได้ รีบกวักมือเรียกสาวใช้ทั้งสองที่ยืนห่างออกไปอีกไกล



“ท่านไปรอข้าที่เรือนรับรองก่อน” พูดจบจึงเดินกลับเข้าไปในห้อง ตรงไปหาชายาสุดที่รักที่นั่งอยู่หน้ากระจก “จักรพรรดิให้คนมาตามสามีไปเข้าเฝ้า ใจข้าไม่อยากไปเลยแต่พระองค์คงมีปัญหาต้องการปรึกษา เจ้าคงไม่ว่าถ้าข้าจะไปเฝ้าพระองค์ก่อน”



“ไปเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงยิปซี” นางเข้าใจสามีดี



“ข้าจะรีบตามไป เจ้าชอบของชิ้นไหนเลือกได้เลยตามใจ”



“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับสั้นๆ แล้วยื่นปากไปที่แก้มของสามีหนึ่งทีต่อหน้าสาวใช้ทั้งสองที่ยืนรออยู่ไม่ห่าง



“ดูแลนายหญิงให้ดี” เขาสั่งสาวใช้ทั้งสองแล้วเดินจากไป วันนี้ที่ร้านของเขาจะมีเครื่องประดับและแพรพรรณนำเข้าจากอินเดียเป็นจำนวนมากจึงตั้งใจชวนเธอไปเลือกหาของถูกใจก่อนส่งขายออกไป แต่เมื่อมีเหตุก็ต้องปล่อยให้นางล่วงหน้าไปกับคนที่ไว้ใจได้



“ค่ะท่านอ๋อง”



“เสี่ยวหลันเย็นนี้หลังจากกินข้าวแล้วมาพบข้า..ไม่ต้องดีกว่าไว้ข้าคุยกับพระชายาแล้วจะให้นางบอกแก่เจ้าเองดีกว่า” เขาสมควรพูดกับอีกคนถึงจะถูกไม่ใช่กับนาง



“ค่ะท่านอ๋อง” เสี่ยวหลันนึกสงสัยว่าเรื่องอะไร ทำไมต้องซับซ้อนขนาดนั้น บอกมาเลยไม่ได้หรือไง



“ท่านอ๋องมีเรื่องอันใดกับเจ้าหรือหลัน” กุ้ยถิงเองก็นึกสงสัยเหมือนกัน



“ไม่ทราบค่ะ พระชายาทราบแล้วบอกข้าน้อยด้วยนะคะ”



“ไม่บอกได้หรือไม่ ข้าขี้เกียจพูดน่ะ คิ คิ คิ”



“พระชายาน่ะชอบแกล้งข้าอยู่เรื่อย” เสี่ยวหลันต่อว่านายหญิง แต่ไม่ได้นึกโกรธหรือโมโหต่อนางแม้แต่น้อยกลับมีแต่ความจงรักภักดีมอบให้



“หลันวันนี้เจ้าทำผมให้ข้านะ เกล้าธรรมดาก็พอส่วนซิงไปเตรียมชุดให้ข้าหน่อย” นางไม่เคยใช้คนทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งอย่างเดียวแต่มักจะผลัดให้ทำ อย่างน้อยจะได้ทำเป็นและมีทักษะในทุกด้าน



ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงพระชายาผู้งามสง่าก็ก้าวออกจากห้องแต่งตัวที่เชื่อมติดกับห้องนอน ชุดตัวยาวผ้าพริ้วไหวแบบเกาะอกสีเขียวปักลายดอกไม้สีแดงสวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอกสีเขียวผ้าเนื้อบางโปร่งตัวสั้นแค่เอว



“แขนแบบนี้ก็ใส่สบายดีนะคะพระชายา” เสี่ยวซิงยกแขนขึ้นขณะพูด นางและเพื่อนเพิ่งมีโอกาสใส่เสื้อแขนแบบนี้ครั้งแรกเหมือนกัน ตอนนี้ในคฤหาสน์แห่งนี้จะมีชุดสาวใช้ประจำฤดูซึ่งเป็นคำสั่งของนายหญิงคนนี้ เสื้อตัวในสีขาวหมดทุกคนแยกแยะตำแหน่งด้วยสีเสื้อตัวนอก ของพวกนางเป็นสีม่วงสดใสที่นายหญิงเป็นคนเลือกให้เอง



“พวกเจ้าชอบข้าก็ดีใจ”







อิ่มจากอาหารแล้วจึงเดินออกไปที่ลานหน้าคฤหาสน์เพื่อเดินทางไปยังร้านค้าที่ท่าเรื่อ เห็นองครักษ์คนสนิทของสามียืนอยู่จึงสงสัย



“ทำไมถึงเป็นเจ้าล่ะ”



“เคารพพระชายาท่านอ๋องให้ข้าคุ้มครองท่านแทนองครักษ์เก้า” อี่เฉิน



ยกมือคำนับแล้วบอกจุดประสงค์ของประมุขหลังนี้



“เข้าใจแล้ว แต่ขอร้องพวกเจ้าเถอะนะ อย่าเรียกข้าว่าพระชายาเรียกนายหญิงก็พอแล้วข้าไม่ชอบ”



“ทำไมคะ ‘พระชายา’ ฟังดูดีออก” เสี่ยวหลันถามรวดเร็ว



“ฟังดูดีแต่ไม่เหมาะกับข้า มันฟังดูยิ่งใหญ่เกินไป ข้าชอบติดดินมากกว่าเรียกแค่นายหญิงก็พอ”



“ไม่ได้หรอกค่ะ พวกเราไม่กล้าขัดคำสั่งท่านอ๋อง” เสี่ยวซิงแย้งด้วยสีหน้ายำเกรง



“ต่อหน้าท่านอ๋องค่อยเรียกละกัน ไปเถอะ”







ลิงค์ :
ผู้ตั้งหัวข้อ : bestbooksmile
ตัวอย่างหนังสือทำมือ ลิขิตรักข้ามกาลเวลา ภาค 2 ตอนลิขิตรัก โดย ซินเหมย (ณศิกมล)
ความเห็นที่ 102/05/2010เวลา 20:46
รายละเอียด : ณ เมืองไถ่ปู หมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญเข้าไปในป่าลึกมากที่สุดก็คือหมู่บ้านถง ซึ่งเป็นที่พำนักของหมอชาวบ้านนามว่าหลินเกิงกับภรรยานามว่าหลินเซียงและลูกสาวคนงามนามว่าหลินโม่ว ตอนนี้ภายในกระท่อมหลังเล็กซึ่งเป็นที่พักของฝ่ายลูกสาวกำลังมีพายุลูกย่อมๆ เกิดขึ้น

“ข้าไม่แต่ง ให้ตายก็ไม่แต่งพวกท่านอย่าบังคับข้าได้หรือไม่” หลินโม่ว สะบัดแขนขาเหมือนเด็กน้อยวัยห้าขวบที่ไม่ได้ดั่งใจโวยวายใส่บิดามารดา

“ถ้าเจ้าไม่แต่งกับเซิ่นหมิงเต้าแล้วจะแต่งกับใคร ในหมู่บ้านนี้ข้าคิดว่าเขาเหมาะกับเจ้ามากที่สุด” หลินเซียงบอกกับลูกสาว หมิงเต้าเป็นบุตรชายคนโตของท่านเซิ่น หัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ ได้แต่งกับเขาถือว่ามีหน้ามีตาไม่น้อยแต่ทำไมลูกของนางถึงดื้อดึงขนาดนี้นะ

“แต่ข้าไม่เคยคิดกับหมิงเต้าแบบคนรักนี่นาท่านแม่”

“เจ้ารู้หรือว่าความรักคืออะไร?” หลินเกิงถามบุตรสาววัยสิบห้าย่างสิบหก รอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อแต่นางเอาแต่อึกอัก “พ่ออายุสิบแปดตอนที่แต่งกับแม่ของเจ้าซึ่งอายุเพิ่งสิบสี่ เราทั้งสองไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำทำไมยังแต่งงานกันได้และ”

“ก็ท่านพ่อไม่มีคนรักเหมือนข้านี่นา” ฟังบิดาพูดยังไม่จบนางก็พูดแทรกขึ้นก่อน

“เจ้าน่ะหรือมีคนรัก!?” หลินเซียงหัวคิ้วแทบชนกันเมื่อได้ยินบุตรสาวเพียงคนเดียวบอกว่ามีคนรัก

“ใช่ ข้ามีคนรักแล้ว ข้าจะไม่แต่งกับใครเด็ดขาดนอกจากเขาเพียงคนเดียว”

“เจ้าต้องแต่งกับเซิ่นหมิงเต้า อีกสามวันข้าจะให้เขามาสู่ขอเจ้าตามประเพณี ห้ามพูดอะไรทั้งสิ้น!” หลินเกิงตวาดใส่บุตรสาวเสียงกร้าว นางถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนเคยตัว ไม่เคยเห็นพ่ออย่างเขาอยู่ในสายตาเลยกระมังถึงไม่ให้ความยำเกรงกล้าพูดแทรกทั้งที่เขายังพูดไม่จบ น่าโมโหยิ่งนัก

“ท่านพ่อ! ท่านแม่ช่วยพูดกับท่านพ่อให้ข้าที ข้าไม่อยากแต่งงานกับ หมิงเต้านี่นา ฮือๆๆ ข้าไม่ได้รักเขา ข้าไม่ได้รักเขา ฮือๆๆ”

“แต่งงานกันแล้วเดี๋ยวก็รักกันเองแหละลูกหลินโม่ว” ถึงแม้จะสงสารลูกจับใจแต่ก็ไม่กล้าขัดใจสามีเพราะรู้ว่าเขาหวังดีกับนางอย่างแท้จริง

“แต่ลูกมีคนที่รักอยู่แล้ว ฮือๆๆ ฮึกๆๆ”

น้ำตากับเสียงสะอื้นของบุตรสาวทำให้ใจของคนเป็นพ่อแทบแหลกสลายแต่ก็ต้องทำใจแข็ง จะให้เขาเชื่อได้อย่างไรว่านางมีคนรัก วันๆ เห็นอยู่กับสมุนไพรช่วยเขาทำงานขยันขันแข็งแทบไม่ได้คุยกับใครด้วยซ้ำ นางจงใจโกหกเพื่อหนีการแต่งงาน

“เก็บน้ำตาของเจ้าไว้ร้องไห้ตอนที่พ่อกับแม่ตายดีกว่า ตอนนี้ร้องไปก็เสียน้ำตาเปล่า ข้าไม่ยอมใจอ่อนกับเจ้าเด็ดขาด เซียงเจ้าเตรียมหาชุดไว้ให้ลูกด้วย”

“ค่ะพี่เกิง” หลินเซียงรับคำสามีเมื่อเขาออกไปจากกระท่อมแล้วจึงหันมาดึงลูกสาวให้ก้าวไปนั่งบนเตียงนอนขนาดเล็กของนาง

“ที่ท่านพ่อทำไปก็เพราะหวังดีกับเจ้าด้วยใจจริง เซิ่นหมิงเต้าเองแม่ก็ไม่รู้ว่าเขาชอบพอเจ้าหรือไม่ แต่เมื่อบิดามารดาของเขาต้องการให้แต่งเจ้าเข้าบ้านเขาก็ยอมเป็นลูกกตัญญูทำตามโดยดี เจ้าก็สมควรเป็นลูกกตัญญูต่อพ่อแม่บ้างนะ”

“ฮึกๆๆ ฮือๆๆ ท่านแม่ใจร้าย ท่านแม่ไม่รักข้าเลย ฮือๆๆ ฮึกๆๆ

เสียงพูดกระท่อนกระแท่นผสมเสียงสะอื้นหนักๆ บีบหัวใจของผู้เป็นแม่เหลือเกิน แต่นางจนปัญญาจะช่วยเหลือจริงๆ เพราะในหมู่บ้านแห่งนี้หาคนที่คู่ควรด้วยแบบเซิ่นหมิงเต้าไม่มีอีกแล้ว หลินเซียงดึงบุตรสาวมากอดแนบอก ลูบหลังของนางเบาๆ เป็นการปลอบประโลมจนเสียงสะอื้นไห้เริ่มซา

“นอนพักผ่อนเถอะนะลูกแม่”

หลินโม่วยอมเอนหลังลงบนที่นอนโดยดี หันหลังใส่มารดาแล้วหยิบผ้าห่มผืนบางขึ้นมาห่มร่างของตัวเอง

หลินเซียงไม่ได้ตำหนิการกระทำของลูกสาวเพราะรู้ดีว่านางกำลังเสียใจ จึงลุกเดินออกไปเงียบๆ ในฐานะของแม่นางต้องคุยเรื่องนี้กับสามีอีกครั้ง ถึงจะไม่สำเร็จแต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำเลย

เดินเข้าไปกระท่อมหลังใหญ่เห็นสามียังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ด้วยท่าทางอมทุกข์นางก็เข้าใจทันที

“ทำแล้วเสียใจแล้วพี่ทำไปทำไม?”

“ทำไปเพราะรักยังไงล่ะ” หมอเกิงผู้แสนดีหยิบไหเหล้ากระดกน้ำเมาใส่ปากเหมือนดื่มน้ำเปล่า “ข้ารักนางแค่ไหนนางไม่รู้หรอก หัวอกคนเป็นพ่อแม่คนไหนบ้างอยากเห็นลูกทุกข์ ต่อให้นางแต่งงานกับคนที่รักแต่ถ้าพ่อแม่เขาไม่รับนางเป็นสะใภ้นางมิต้องทนทุกข์หรือไร แต่สำหรับตระกูลเซิ่นคนที่ออกหน้าอยากได้ลูกเราเป็นสะใภ้คือท่านหัวหน้ากับฮูหยิน ส่วนเซิ่นหมิงเต้าข้าก็พอจะดูออกว่าเขาพอใจลูกของเรามาก แต่งเข้าไปก็มีแต่ความสุข ข้าหวังดีกับลูกขนาดนี้ข้าผิดหรือไร” สองมือใหญ่ตั้งศอกกับโต๊ะกุมศีรษะไว้มั่น

“ข้าเข้าใจพี่ดี แต่เรายืดเวลาออกไปสักหน่อยจะดีกว่าหรือไม่ ให้ลูกได้ศึกษาดูใจกับเซิ่นหมิงเต้าไปก่อน” นางพยายามวางตัวเป็นกลางที่สุด

“ได้ซิถ้านางบอกกับข้าดีๆ ไม่ใช่โกหกว่ามีคนรักเพื่อเอาตัวรอดแบบนี้ข้าเกลียดคนโกหกที่สุดเจ้าก็รู้”

“ลูกยังเด็ก”

“จะสิบหกอยู่แล้วยังเด็กอีกหรือ ข้าแต่งกับเจ้าตอนที่เจ้าอายุสิบสี่เท่านั้นจำได้หรือไม่”

“ข้าจำได้ดี” สองมือเรียวที่ค่อนข้างหยาบวางลงบนบ่าของสามีเพื่อปลอบประโลม “ข้าเข้าใจความหวังดีของพี่ที่มีต่อลูกแล้ว ข้าจะพยายามพูดให้ลูกเข้าใจ อย่าคิดมากไปเลยนะ”

“ขอบใจเจ้ามาก” มือข้างหนึ่งเอื้อมไปวางทาบบนหลังมือของภรรยาด้วยความซาบซึ้ง

“พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืด”

พรุ่งนี้เขาและนางต้องตื่นแต่เช้ากว่าทุกวันเพื่อถอนหญ้าชูที่กำลังบานเต็มที่ไปตากรับแดดแรกของวันเพียงแค่หนึ่งชั่วโมง แล้วต้องรีบนำไปอบแห้งด้วยถ่านไม้เหลืองอีกครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงทำการคัดยอดที่ดีที่สุดไปบดผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เพื่อรักษาโรคเลือดของสตรี ส่วนที่เหลือจากการคัดก็นำไปบดผสมกับเหล้าเพื่อใช้ทาแก้โรคผื่นคัน เขาต้องดูแลคนเจ็บป่วยอีกเยอะจะมาจมอยู่กับความทุกข์แบบนี้ไม่ได้

“อือ เจ้าก็นอนได้แล้วอย่ามาทุกข์แข่งกับข้าเลย” ฝืนยิ้มเต็มที่เพื่อให้ภรรยาสบายใจ



หลินโม่วเดินออกจากกระท่อมหลังเล็กของตัวเองในตอนเช้าของวันใหม่ เดินเข้าไปหาบิดามารดาที่กำลังคัดเลือกหญ้าชู

“ท่านพ่อท่านแม่ให้ข้าช่วยนะ” นางหยิบหญ้าจากถาดขึ้นมาคัดโดยไม่ต้องรอให้ใครบอกเพราะรู้เรื่องสมุนไพรดีทุกอย่าง

“เจ้านอนสบายดีหรือไม่ลูกแม่”

“สบายดี ข้าหลับสนิทดีมาก”

หลินเซียงคลี่ยิ้มยกมือบีบที่ปลายคางมนของบุตรสาวด้วยความรัก เห็นเต็มสองตาว่าดวงตาของลูกแดงกล่ำ รอบดวงตาบวมช้ำ บ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แต่ในเมื่อลูกบอกว่าหลับสบายก็ไม่อยากจู้จี้ให้มากความ

“หิวข้าวหรือยังล่ะ” จึงถามเรื่องอื่น

“ข้ายังไม่หิว ท่านพ่อ” ตอบมารดาแล้วจึงเรียกบิดาเห็นเขาหันมาจึงส่งยิ้มออดอ้อนที่เคยทำอยู่บ่อยครั้งไปให้ “ข้าอยากกินต้มปลา”

หลินเกิงเข้าใจว่าลูกสาวอยากให้เขาออกไปหาปลาที่แม่น้ำมาให้มารดาของนางต้มให้กินเหมือนทุกครั้งจึงพยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้ม

“พ่อจะไปหาปลาตัวใหญ่ๆ มาให้แม่เจ้าต้ม”

“ข้าไม่ได้อยากให้ท่านแม่ต้ม แต่ข้าอยากให้ท่านพ่อต้มให้ข้ากินเหมือนตอนที่ท่านแม่ป่วยทำกับข้าวไม่ไหวครั้งนั้น”

“เจ้าก็ทำเป็นนี่นา” เห็นลูกสาวเริ่มกลับมาเป็นคนเดิมก็รู้สึกยินดี จึงคุยเล่นหยอกเย้าด้วยหัวใจที่พองโต

“ข้าทำเป็นก็จริงแต่รู้สึกว่าท่านพ่อทำอร่อยกว่านี่นา ท่านทำให้ข้ากินหน่อยนะ” นางเดินไปโอบเอวบิดาเกลือกกลิ้งใบหน้าอยู่กับอกของเขา

“ได้ซิ แต่เช้านี้คงไม่ทัน รอกินมื้อเที่ยงได้หรือไม่” ถ้านางตอบว่าไม่ได้

เขาก็จะรีบไปหาปลาเดี๋ยวนี้

“มื้อไหนก็ได้ขอแค่ได้กินวันนี้ข้าก็พอใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเช้านี้ข้าไปต้มโจ๊กให้พวกท่านกินนะ” พูดจบก็วิ่งเข้าไปในกระท่อมหลังใหญ่ทันที

“เด็กหนอเด็ก” หลินเกิงอมยิ้มตามหลังบุตรสาว

“ไหนท่านว่าโตจนแต่งงานได้แล้วไง” หลินเซียงยิ้มน้อยๆ เมื่อพูดจบ

“ต่อให้โตขนาดไหนก็ยังเป็นเด็กในสายตาพ่อแม่อยู่ดี หรือเจ้าว่าไม่จริง” เขาย้อนถามแผ่วเบา

“อือ ข้าเชื่อ”



หลินโม่วเอนหลังพิงประตูปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาเป็นทาง ตั้งใจแล้วว่าวันนี้จะทำหน้าที่ลูกกตัญญูให้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนบุญคุณบิดามารดา นางเดินไปติดเตาต่อด้วยตวงข้าวใส่หม้อแล้วนำมาต้ม รอจนสุกแล้วจึงตักใส่ถ้วยนำไปวางบนโต๊ะ ออกไปตามท่านทั้งสองให้มากินข้าว

เช้ายันเย็นนางไม่ยอมอยู่ห่างจากท่านทั้งสอง ไม่ไปเล่นซุกซนเหมือนทุกวัน ใครมาเรียกก็ไม่ไปอ้างว่ามีงานต้องทำอีกมาก

“อร่อยหรือไม่ท่านพ่อ” บนโต๊ะอาหารมื้อค่ำนางถามบิดาแล้วรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ

“อร่อยมาก ฝีมือเจ้าดีทีเดียว” แปลกใจในความเปลี่ยนแปลงของบุตรสาว แต่ก็คิดว่านางคงเตรียมตัวเพื่อเข้าไปอยู่สกุลเซิ่น

“ที่ท่านพ่อพูดเป็นความจริงหรือเปล่าท่านแม่”

“อือ อร่อยจริงๆ” หลินเซียงตอบเพียงสั้นๆ และยิ้มออกมา

“ถ้าอร่อยพวกท่านก็กินเยอะๆ นะ ข้าคงไม่ได้ทำให้พวกท่านกินอีกแล้ว” พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นแต่ก็ยากยิ่งนัก

“ยังไม่กำหนดวันแต่งเสียหน่อยจะรีบไปไหน เจ้ายังอยู่ทำอาหารให้พ่อกับแม่กินได้อีกหลายมื้ออยู่หรอก หึ หึ หึ” หลินเกิงพุ้ยข้าวสวยในถ้วยอย่างเอร็ดอร่อย คีบอาหารที่บุตรสาวทำใส่ปากอย่างต่อเนื่อง

“ท่านแม่ทำไมไม่ค่อยกินเลย อาหารที่ลูกทำไม่ถูกปากหรือ” หลินโม่วถามด้วยความข้องใจ ไหนมารดาบอกว่าอาหารที่นางทำอร่อยไง

“แม่อยากเก็บไว้กินวันพรุ่งนี้บ้าง ของอร่อยจะให้กินหมดภายในมื้อเดียวได้อย่างไรกัน” มือกร้านยื่นไปลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความรัก “เจ้าให้แต่พ่อกับแม่กิน แล้วเจ้าล่ะทำไมไม่กินบ้าง”

“ข้าซดต้มปลาของท่านพ่อจนอิ่มแล้วท่านแม่”

“ดูแม่เจ้าซิ เห็นเจ้าโตเป็นสาวก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่” ผู้หญิงก็มักจะเป็นแบบนี้ เมื่อลูกป่วยไข้ ออกเรือน คลอดบุตร ดีใจหรือเสียใจน้ำตามักจะมาก่อนเสมอ

เห็นดวงตาของมารดาคลอไปด้วยน้ำใสๆ ก็รู้สึกผิดยิ่งนัก แต่ก็ต้องฝืนทำร่าเริงเข้าไว้



ค่ำคืนอันดึกสงัดหลินโม่วใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการเปิดประตูให้เบาที่สุด นางเดินตรงไปที่ข้างเตียงของบิดามารดา คุกเข่าคารวะแล้วจึงรีบกลับออกไปด้วยความเบาดุจเดิม

หลินเซียงลืมตาแล้วลุกขึ้นจากที่นอนหยิบย่ามที่ซ่อนเอาไว้แล้วเดินออกไปนอกกระท่อมด้วยฝีเท้าปกติแล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นเบาลง นางเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ หลายสิบเมตรแล้วจึงเพิ่มความเร็วจนสามารถดักหน้าใครบางคนได้สำเร็จ

“ท่านแม่!” เตรียมจะวิ่งหนีแต่ถูกดึงไว้เสียก่อน “ท่านแม่ปล่อยข้าไปเถอะนะ ข้าไม่อยากแต่งงานกับคนที่ข้าไม่ได้รัก”

“แม่แค่เอาของที่จำเป็นมาให้เจ้า” นางยื่นย่ามใบนั้นให้บุตรสาว ไม่มีน้ำตาสักหยดนอกจากรอยยิ้ม “ข้างในมีอาหารไว้กินระหว่างทางและมียาที่จำเป็นต้องใช้ห่อแดงคือยารักษาโรคส่วนห่อดำคือยาพิษที่ไม่ถึงกับทำให้ตายแม่รู้ว่าเจ้ารู้วิธีใช้”

“ท่านแม่” หญิงสาวกอดมารดาแล้วร้องไห้กระซิกๆ

“ในเมื่อคิดจะหนีจากพ่อแม่แล้วก็อย่าร้องให้เห็นเพราะแม่ถือว่าเจ้าโตแล้ว ขอให้เดินทางด้วยความระมัดระวังอย่าเชื่อใจใครง่ายๆ” พูดจบก็ควักขวดยาที่เหน็บไว้ที่สายรัดเอวออกมาเทใส่ฝ่ามือแล้วป้ายลงไปบนใบหน้าบุตรสาวลวกๆ บริเวณที่สัมผัสโดนยาก็เปลี่ยนเป็นสีดำเหมือนปาน ทำให้ใบหน้าที่สวยหมดจดดูอัปลักษณ์ขึ้นมาทันที “เจ้าแต่งตัวแบบผู้ชายแต่ใบหน้าหมดจดแบบนี้คิดหรือว่าเขาจะดูไม่ออก เจ้ารู้ใช่มั๊ยว่านี่คือพิษอะไร” นางแบมือให้บุตรสาวดูท่ามกลางแสงจันทร์สลัว

“พิษรากหญ้าซู ต้องล้างออกภายในสิบสองชั่วโมงแล้วค่อยทาใหม่ไม่เช่นนั้นจะเกิดผื่นคันเป็นหนองทั่วบริเวณที่ทา” หญ้าซูมีทั้งคุณและโทษถ้ารู้วิธีใช้ข้อนี้นางรู้ดี

“ดีมาก รีบไปได้แล้วก่อนที่ท่านพ่อของเจ้าจะตื่นขึ้นมา”

“ขอบคุณท่านแม่ แล้วข้าจะส่งข่าวกลับมาถ้าไม่ตายเสียก่อน”

“ห้ามพูดไม่เป็นมงคล แม่เชื่อว่าเจ้าจะต้องปลอดภัย”

หลินโม่วได้แต่พยักหน้าเพราะรู้สึกตีบตันไปทั้งลำคอ นางคุกเข่าคารวะมารดาอีกครั้งแล้วออกวิ่งทันทีไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามองเพราะไม่อยากให้มารดาเห็นน้ำตาของตน



ภายในโรงเตี๊ยมดอกเหมยอันลือชื่ออี่เฉินยกจอกเหล้าขึ้นชนกับโต้วฉือพร้อมกับหัวเราะร่าอย่างมีความสุข

“ฮะ ฮะ ฮะ ใครจะคาดคิดว่าโชคดีจะหล่นใส่องครักษ์อย่างข้าจังใหญ่ขนาดนี้”

“เจ้าอยากแต่งงานมากหรือ” โต้วฉือถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ไม่อยากหรอก ฮะ ฮะ ฮะ”

“แสดงว่าเจ้าเสียใจจนเสียสติ” ไม่ดีใจแล้วหัวเราะทำไม แล้วยังพาเขามาเลี้ยงฉลองเป็นการส่วนตัวอีก

“ข้าไม่ได้เสียใจแต่ดีใจเพราะเจ้าสาวคือเสี่ยวหลันต่างหาก ฮะ ฮะ ฮะ”

“สรุปก็คือดีใจเพราะเจ้าสาวคือเสี่ยวหลันจึงยอมแต่งงานด้วยทั้งที่ไม่อยาก ถูกต้องหรือไม่”

“ถูกต้องที่สุดเจ้าทึ่มเพื่อนรัก ฮะ ฮะ ฮะ ดื่ม”

“ดื่ม”

ถึงแม้จะดีใจอยู่เก้าส่วนแต่อีกหนึ่งส่วนก็รู้สึกเกรงกลัวต่อบารมีของจักรพรรดิถังโจว เพราะการแต่งงานครั้งนี้หมายถึงต้องแต่งกับหญิงสาวที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะแต่งตั้งให้เป็นพระสนม



ลับหลังนายหญิงไปแล้วเสี่ยวหลันถึงกับเข่าทรุดลงไปบนพื้นห้อง ไร้เรี่ยวแรงจะเดินต่อ

“หลัน!” เสี่ยวซิงเปิดประตูเข้ามาเห็นจึงรีบปรี่เข้าไปประคอง “เกิดอะไรขึ้น!” เห็นน้ำตาของเพื่อนรักไหลรินก็ตกใจจนปากคอสั่น

“ซิงช่วยข้าที ฮือๆๆ ช่วยข้าที”

“เจ้าเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ข้าจะรู้เรื่องได้อย่างไร เล่าให้ข้าฟังซิว่าเกิดอะไรขึ้น” เห็นเพื่อนร้องนางก็พลอยจะร้องตามไปด้วย

“นายหญิงบอกว่าจักรพรรดิถังโจวจะเรียกตัวข้าเข้าวังหลวง เพื่อให้ถวายตัวเป็นนางสนม ฮือๆๆ”

“ช่างเป็นข่าวดีอะไรเช่นนี้ ข้าดีใจด้วยนะ” ที่แท้นางก็ดีใจจนคุมอารมณ์ไม่ได้

“แต่ท่านอ๋องบอกปฏิเสธไปแล้ว ท่านบอกกับพระองค์ว่าข้ามีคนที่เหมาะสมแล้ว นั่นก็คือใต้เท้าเฉิน ฮือๆๆ”

“อะไรนะ! ใต้เท้าเฉินน่ะเหรอ?” มิน่าเล่านางถึงเสียใจ แทนที่จะได้เป็นพระสนมแต่กลับเป็นได้แค่ฮูหยินตระกูลอี่ “อย่าเสียใจในโชคชะตาไปเลยนะ ท่านอ๋องคงมีเหตุผลถึงไม่ให้เจ้าเข้าวังหลวง”

“ใครบอกเล่าว่าข้าเสียใจที่ไม่ได้เป็นนางสนมเล่า ข้าไม่เคยนึกอยากเป็นนางในของจักรพรรดิถังโจวเลยสักนิด แต่ข้าเสียใจที่ต้องแต่งงานกับใต้เท้าเฉินภายใต้คำสั่งของท่านอ๋องต่างหาก ข้าก็แค่หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่อยากมีความรักแบบหนุ่มสาว แต่งงานทั้งทีก็อยากให้เจ้าบ่าวเป็นคนเอ่ยปากขอแต่งด้วยตนเอง ถึงแม้ไม่มีความรักมาเกี่ยวข้องแต่มันคงดีกว่าแบบนี้”

“โธ่เอ๊ยหลัน เรื่องแบบนี้เราไม่มีสิทธิ์ฝันหรอกนะ ความกตัญญูอยู่เหนือความรัก เราต้องกตัญญูต่อท่านอ๋องท่านต้องการให้เราทำอะไรเราก็ต้องทำ เราถูกขายเข้ามาใช้แรงงานแต่ท่านอ๋องและนายหญิงต่างก็ปฏิบัติต่อพวกเราดีทุกอย่าง เราจะอกตัญญูต่อพวกท่านไม่ได้หรอกนะ”

“ข้ารู้ดีแต่อยากระบายให้เจ้าฟังเท่านั้น”

“อย่าคิดมากเลยนะ” เสี่ยวซิงกอดเพื่อนสาว สมองน้อยๆ กำลังคิดหาวิธีช่วยเพื่อนสาวให้สมหวังกับสิ่งที่ต้องการ แต่จะเป็นวิธีไหนนางก็คิดไม่ออก

“ข้าเป็นได้แค่อนุเท่านั้น” ชาตินี้คงไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองสามีเพียงคนเดียว ความฝันสลายตั้งแต่ยังไม่เข้าหอด้วยซ้ำ

“แค่นี้ก็ดีแล้วสำหรับสาวใช้อย่างพวกเรา”



กุ้ยหย่งหมิงเดินออกจากห้องนอนพร้อมชายา ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นสาวใช้คนสนิทของนางเหลือเพียงคนเดียว

“ทำไมถึงมีแค่เจ้าคนเดียว”

“เคารพท่านอ๋อง พระชายา เสี่ยวซิงมีธุระด่วนฝากข้าเรียนพระชายาว่าจะมารับใช้สายนิดหนึ่งค่ะ”

“บังอาจ!”

“ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ข้าไม่ได้ไปไหน” นางพูดแทรกสามีที่กำลังขึ้นเสียง “ยิปซีไม่ได้ออกข้างนอกไม่ต้องใช้พวกนางช่วยแต่งตัวสายนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

“เจ้าทำให้พวกนางเสียนิสัยกันหมด”

“ตรงไหนค่ะ พวกนางเชื่อฟังท่านและยิปซีดีทุกอย่าง..แม้กระทั่งเรื่องแต่งงาน ตรงไหนที่พวกนางทำเรียกว่าเสียนิสัยช่วยบอกชายาทีเถิด” สายตาหวานล้ำประดุจน้ำผึ้งสบตาสามีแล้วคลี่ยิ้มหวังให้เขาผ่อนคลายอารมณ์โกรธ

“เจ้าประชดสามีหรือไร” เมื่อคืนนางไม่ยอมให้เขากอดเพียงเพราะเขาประกาศให้หนึ่งในสาวใช้คนสนิทของนางแต่งงานกับองครักษ์คนสนิทของเขา นางโวยวายเป็นการใหญ่หาว่าเขาคลุมถุงชน แต่เมื่อเขาถามกลับไปว่าระหว่างเป็นเมียใหญ่กับเมียรองที่ต้องต่อสู้กับการแก่งแย่งชิงดีในวังหลวง นางอยากให้คนสนิทแต่งงานกับใคร นั่นแหละนางถึงทำใจยอมรับ

“พูดความจริงต่างหากไม่ได้ประชดสักนิด” แล้วเดินนำออกไป

กุ้ยหย่งหมิงเลิกคิ้วสูงกระตุกยิ้มมุมปากเดินตามไปติดๆ ติดตามด้วยเสี่ยวหลัน



เสี่ยวซิงเดินกลับไปมาอยู่หน้าบ้านของใต้เท้าเฉิน นางมาดักรอเขาตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว จากการคำนวนเวลาป่านนี้เขาน่าจะออกจากจวนได้แล้วนี่นา..หรือว่าท่านใต้เท้าไม่ได้กลับบ้าน นางมาเสียเที่ยวหรือนี่ หน้าตาจิ้มลิ้มเริ่มหงิกงอ คอตก ไหล่งุ้ม หันหน้าไปทางคฤหาสน์อ๋องกุ้ยแล้วออกเดินแบบคนหมดอาลัย

ตุ๊บ!

“ขออภัยเจ้าค่ะ” ร่างบอบบางก้มหน้าก้มตากล่าวขอโทษที่เดินไม่ดูทางจนชนกับผู้อื่น

“ระวังหน่อยซิข้าเกือบล้มไปแล้วเห็นมั๊ย”

เสี่ยวซิงเงยหน้าขึ้น มองหญิงสาวเครื่องหน้าคมเข้มรูปร่างสูงโปร่งอย่างสำนึกผิด

“ขออภัยแม่นางจริงๆ ข้ามัวแต่กังวลจึงลืมมองทาง” นางยอมรับผิดทุกอย่าง ถึงแม้จะโดนอีกฝ่ายต่อว่าด่าทอก็จะยอมรับแต่โดยดี

“ข้าไม่อยากถือสาคนเซ่อซ่าอย่างเจ้าหรอก แต่ในเมื่อทำผิดต่อข้าแล้ว

ก็ขอถามสักข้อเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน”

“ข้ายินดีค่ะถ้าตอบได้”

“คฤหาสน์อ๋องกุ้ยอยู่ที่ใด?”

เสี่ยวซิงใช้สายตาสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ถึงแม้เครื่องหน้าของนางจัดได้ว่าสวยคม แต่การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างหยาบและมอมแมมแบบนี้...

“เจ้าจะไปสมัครเป็นคนงานที่นั่นหรือ?” คำเรียกขานเปลี่ยนเพราะเห็นว่าวัยใกล้เคียงกันและอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมงาน

“ตาต่ำสิ้นดี ข้ามีความสำคัญต่อท่านอ๋องมากกว่านั้นอีกจะบอกให้รู้ไว้ เจ้ารีบบอกข้ามาว่าคฤหาสน์อ๋องกุ้ยไปทางใด”

เสี่ยวซิงมองอีกฝ่ายตั้งศีรษะจรดเท้า เท้าจรดศีรษะหลายรอบ นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่านางเป็นคุณหนูสกุลใดที่เคยมาติดพันท่านอ๋อง

“เจ้าไม่ใช่คนเมืองนี้ใช่หรือไม่?”

“ข้าถามว่าคฤหาสน์อ๋องกุ้ยอยู่ที่ใด?”

เห็นอาการคุกคามของอีกฝ่ายนางก็เริ่มกลัว จึงอึกอักตอบออกไปพร้อมกับชี้นิ้วบอกทาง

“ข้าเคยเห็นท่านอ๋องที่ท่าน้ำอยู่บ่อยครั้ง เจ้าไปดักพบเอาเองเถิด” กล่าวจบก็รีบวิ่งไปทางคฤหาสน์อ๋องกุ้ยเพื่อรายงานเรื่องนี้แก่องครักษ์ของท่านอ๋องรับรู้และหาวิธีจัดการ

“คนเมืองหลวงทำไมถึงขี้ขลาดแล้วก็โง่แบบนี้นะ” หญิงสาวมองคนที่วิ่งหนีตนก่อนมองทางที่นางชี้แล้วรีบวิ่งออกไปพร้อมรอยยิ้มยินดี

“กรี๊ด!”

หมับ!

เสี่ยวซิงใจเต้นรัวเมื่อถูกปิดปากและโดนยกจนตัวลอยจากทางด้านหลัง นางกำลังจะถูกผู้หญิงคนนั้นฆ่าใช่ไหม นางทำผิดแค่นิดเดียวทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ ไม่! นางไม่ยอมตายง่ายๆ เด็ดขาด แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งถูกรัดแน่น

“ไม่ต้องตกใจข้าโต้วฉือเอง”

เมื่อได้ยินเสียงที่พอคุ้นหูอยู่บ้างอาการดิ้นรนก็สงบลงทันทีอย่างเชื่อฟัง แต่ยังไม่ทันได้ผ่อนลมหายใจก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเขาพานางทะยานขึ้นสู่อากาศ ถ้าเขาไม่ปิดปากนางไว้ป่านนี้แก้วหูคงร้าวไปแล้ว

โต้วฉือปล่อยหญิงสาวเมื่อเท้าแตะถึงพื้นภายในจวน แต่นางกลับรีบพลิกกายมาเกาะสาบเสื้อเขาไว้มั่น

“ข้าจะเป็นลมช่วยจับข้าที”

“แม่นางเสี่ยวหลัน!” ชายหนุ่มรีบช้อนร่างที่หมดสติของนางเข้าไปในบ้านพร้อมกับตะโกนให้คนรับใช้ผสมยาหอม ระหว่างที่รอยาอยู่นั้นเขาไม่อยู่เฉยรีบเอากระดาษกับพู่กันมาเขียนจดหมาย



‘เรียนท่านอ๋อง วันนี้ห้ามออกไปข้างนอกเด็ดขาด สืบทราบแล้วจะรีบรายงาน’ กุ้ยหย่งหมิงฉีกกระดาษแผ่นนั้นทิ้งอย่างไม่ทุกข์ร้อนแล้วเดินกลับเข้าไปด้านใน โชคดีที่มาทันเวลาเขากำลังจะออกเดินทางพอดี

“ลืมอะไรคะ” กุ้ยถิงเห็นสามีเดินยิ้มกลับเข้ามาก็นึกสงสัย

“เปล่า แต่สามีเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว ทำอะไร?” เขาตั้งคำถามเมื่อเห็น

นางวางอะไรบางอย่างลง

“ถักเสื้อให้ท่านไงคะ เริ่มถักตั้งแต่ตอนนี้ก็คงเสร็จต้นฤดูหนาวพอดี”

“ทำไมต้องทำเองให้เหนื่อย คนรับใช้ก็มี”

“ยิปซีอยากทำให้ท่านนี่นา คนอื่นทำหรือจะสู้ทำเอง ว่าแต่ท่านเถิดอยู่ดีๆ ทำไมถึงเปลี่ยนใจ?”

“ข้ารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้จึงอยากพัก”

หลังมือเรียวบางแนบชิดไปที่หน้าผากและซอกคอของสามีอย่างรวดเร็ว

“ตัวไม่ร้อนนี่นาแต่ท่านรีบไปนอนพักเถิด” พูดจบก็รีบลุกขึ้นจูงสามีกลับไปยังห้องนอนเข้าทางของชายหนุ่มทันที “หรือจะไปนอนที่เก๋งรับลมดี” ระหว่างทางหันมาขอความเห็นของเขา

“เก่งรับลมก็ดีอากาศเย็นสบายเหมาะกับฤดู”

สวนแห่งนี้นางบูรณะขึ้นใหม่ตอนที่เขาเดินทางไปชิลลา ตกแต่งไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ดอกไม้หลากสีสัน ต้นไม้รูปสัตว์ที่ทำจากลวด บ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยปลานานาพันธุ์และเก๋งขนาดกลางตั้งอยู่กลางน้ำ

“พวกเจ้าออกไปได้แล้ว อยากได้อะไรข้าจะเรียกเอง” เห็นสามีเริ่มหลับตาจึงไล่สาวใช้ออกไปเพราะอยากให้เขาได้พักผ่อนเต็มที่ ส่วนตัวนางรีบหยิบไหมพรมขึ้นมาถักต่อเพื่อฆ่าเวลา

“ยิปซี”

“คะ” วางไหมพรมที่เพิ่งถักได้ไม่นานแล้วก้าวไปที่ข้างเตียงนอนเล่นตัวยาว “จะเอาอะไรคะ?”

“สามีรู้สึกหนาว ช่วยพาไปนอนในห้องที”

“ไปซิคะ ยิปซีจะพาไป” นางรีบพยุงสามีด้วยความเป็นห่วง



“ว๊าย!” เข้าไปในห้องนอนอันมิดชิดนางก็ร้องด้วยความตกใจที่ล้มลงไปบนเตียงพร้อมสามี “ยิปซีขอโทษ ยิปซีไม่ได้ตั้งใจ” นางรีบลุกแต่ไม่สำเร็จ

“แต่สามีตั้งใจ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากรวมทั้งในดวงตา

“ท่าน! เจ้านี่มันกะล่อนจริงๆ นี่แน่ะ” ด้วยความโมโหที่เสียรู้จึงเอาคืนด้วยการบิดที่เอวของเขาแรงๆ แต่เขากลับไม่สะท้านสักนิด “ผ่อนลมปราณออกเดี๋ยวนี้ไม่งั้นข้าโกรธท่านจริงๆ ด้วย”

“ข้ายอมแล้วอย่าโกรธข้าเลยนะชายาที่รัก”

“นี่ๆๆๆๆ” นางบิดไปเต็มแรง

“โอ๊ยเจ็บจังเลย ปล่อยสามีเถิดนะ” เขาแกล้งโอดครวญได้สมจริงทั้งที่ไม่เจ็บเพราะไม่ได้ผ่อนลมปราณออกอย่างที่นางต้องการ

“ทำไมถึงทำตัวเป็นเด็กแบบนี้นะ” นางเอ็ดพร้อมกับปัดมือใหญ่ที่เริ่มเลื้อยมาตามร่างกายออก “อย่าทำรุ่มร่าม ที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนนะ”

“รุ่มร่ามที่ไหนห้องก็ปิดมิดชิด ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก” ริมฝีปากหนาได้รูปจูบประทับลงไปบนกลีบปากอิ่มเอิบ ยิ่งนางหลบก็ยิ่งตามประกบ

“หย่งหมิง” เสียงของนางเต็มไปด้วยความระอาขณะหลบหนีปากร้ายๆ ที่ตามดูดตามเม้มไปทั่ว อยากจะหนีไปให้ไกลแต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกเขารวบเอวไว้มั่น

“เจ้าก็ยอมสามีเสียเถิดจะหลบให้เสียเวลาทำไม หึ หึ หึ”

“แต่ท่านไม่สบายอยู่นะ” นางหยุดดิ้น พูดกับเขาด้วยเหตุผล

“ข้าสบายดี ขอข้าจูบเจ้าเถอะนะชายาที่รัก” คนอย่างนางถ้าบังคับคงต้องฝืน แต่ถ้าออดอ้อนมักจะสมหวังทุกครั้ง

“จูบอย่างเดียวนะ”

ชายหนุ่มไม่รับคำภรรยาโน้มหน้าเข้าไปจูบเบาๆ ที่เรียวปากของนางแล้วจึงเปลี่ยนเป็นดุดันตามลำดับ จูบแล้วจูบเล่าจูบจนนางเริ่มจูบตอบกระแซะกายเบียดเข้ากับอกกว้างผึ่งผาย ริมฝีปากของเขาเลื่อนต่ำจากปากไปที่ลำคอระหง แอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อทำให้นางคล้อยตามได้สำเร็จ

กุ้ยถิงทึ้งเสื้อผ้าของสามีจนล่อนจ้อน ส่วนของนางนั้นไปกองอยู่บนพื้นได้พักใหญ่ๆ แล้ว สองแขนของเธอโอบรอบลำคอของเขาไว้เมื่อความกระสันแผ่ซ่านไปทั่วหน้าอกซ้ายขวา ข้างหนึ่งถูกริมฝีปากจู่โจม อีกข้างหนึ่งถูกปลายนิ้วเรียวยาวบีบบี้ปลุกเร้าก่อนเลื่อนต่ำลงไปที่จุดสวาทของนาง

เสียงกรีดร้องบวกกับแรงรัดของเรียวขาและแรงมือที่กดศีรษะเขาไว้ บ่งบอกให้รู้ว่าชายาของเขาได้เสพสุขเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มขยับกายขึ้นมาทาบทับกับนางจูบริมฝีปากบางซ้ำๆ แผ่วเบาแล้วจึงนำพาความเป็นชายประกบลึกลงไปอีกครั้งเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและนางอีกสักครั้ง

มือทั้งสองข้างยื่นออกไปเกี่ยวขาของสามีไว้มั่นเมื่อจังหวะรักที่เขาขยับหนักหน่วงมากขึ้นจนนางเริ่มทนไม่ไหวอีกแล้ว

ลิงค์ :
ผู้ตั้งหัวข้อ : bestbooksmile
ตัวอย่างหนังสือทำมือ ลิขิตรักข้ามกาลเวลา ภาค 2 ตอนลิขิตรัก โดย ซินเหมย (ณศิกมล)

ความเห็นที่ 202/05/2010เวลา 20:48
รายละเอียด : ดื่มยาหอมเข้าไปจนหมดถ้วยแล้วจึงลุกขึ้นนั่ง กล่าวขอบคุณเจ้าของบ้านหนุ่มด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้า

“เจ้ามาทำอะไรอยู่แถวนี้ ไม่ได้อยู่รับใช้พระชายาหรอกหรือ”

“แล้วท่านใต้เท้าละเจ้าคะ ทำไมยังอยู่ที่นี่ไม่ไปรับใช้ท่านอ๋องหรือ” เสี่ยวซิงพลั้งปากย้อนกลับ รีบก้มหน้าหลบสายตาเหยี่ยวคู่นั้นเมื่อถูกมองจ้อง

คนซื่อๆ อย่างนางย้อนคนเป็นด้วยหรือ โต้วฉือนึกสงสัย “วันนี้เป็นเวรหยุดของข้า..ที่นี้ถึงตาเจ้าบอกข้าบ้างว่ามาทำอะไรแถวนี้” เขาใช้วิธีแลกเปลี่ยนคำตอบ

“ข้า..ข้าน้อยมาหาท่านใต้เท้าค่ะ”

“ใต้เท้า? เจ้าหมายถึงข้าหรือ” คิ้วดกแทบชนกัน นางมาหาเขาทำไม

“เปล่าค่ะ” นางรีบหย่ามือไปมา “ข้ามาหาใต้เท้าเจ้าของบ้านหลังนี้เหมือนท่านต่างหาก โปรดอย่าเข้าใจผิด”

“ฮึกๆๆ” เขาพยายามกลั้นหัวเราะแล้วนะแต่มันไม่อยู่จริงๆ เสียงจึงออกมาพิกลขนาดนี้ เขาเชื่อแล้วว่านางซื่อบื้อจริงๆ

“ท่านหัวเราะเยาะข้าทำไม?”

“ข้าหัวเราะความโง่ของเจ้าน่ะซิ ฮาๆๆ” โง่ได้ใจจริงๆ เลยแม่นางคนนี้

“ข้าก็เพิ่งรู้ว่าท่านเป็นคนปากคอเราะร้าย” ความโมโหทำให้นางลุกจากเตียงแล้วท้าวเอวเถียงกลับหน้าแดงก่ำ

ยิ่งเห็นนางโกรธก็ยิ่งอยากแกล้งให้หนักกว่าเก่าแต่เกรงว่าจะไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจึงพักไว้ก่อน

“ถ้าคำพูดของข้าทำให้เจ้าโกรธก็ขอโทษด้วย ข้าไม่มีเจตนาจะดูถูกเจ้า

นะ แต่ที่ข้าว่าเจ้าโง่ก็เพราะบ้านหลังนี้เป็นบ้านของข้าไม่ใช่อี่เฉิน”

น่าขายหน้ายิ่งนัก!

ท่าทางแปรเปลี่ยนเป็นเสี่ยวซิงจอมซื่อบื้อคนเดิมทันทีที่ได้ยินคำพูดของเขา นางนั่งลงบนเตียงนอนตามเดิมก้มหน้างุดมองแต่มือที่กำกันไว้แน่น

“ขอ..ขอโทษด้วยเจ้าค่ะใต้เท้า ข้ามันคนโง่สมควรแล้วที่โดนตำหนิ”

“คนที่รู้ตัวว่าโง่ไม่ใช่คนโง่หรอกนะ แต่คนที่อวดตัวว่าฉลาดต่างหากคือคนโง่ แล้วเจ้าต้องการพบอี่เฉินเรื่องอะไร สำคัญมากหรือไม่ข้าช่วยพาเจ้าไปพบเขาได้นะแต่คงไม่ใช่วันนี้เพราะเขาไม่หยุด”

ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งด้วยความลังเลว่าจะเล่าดีหรือไม่พลันคิดได้ว่าเขากับใต้เท้าเฉินก็สนิทกันเหมือนนางกับหลัน แบบนี้ขอให้เขาช่วยอีกแรงคงจะดีไม่น้อย

“เล่าให้ฟังก็ได้ค่ะ แต่ท่านต้องช่วยข้านะ”

“ถ้าช่วยได้ก็จะช่วย เล่ามาซิข้าตั้งใจฟังอยู่”

“เรื่องที่ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ใต้เท้าเฉินกับเสี่ยวหลันแต่งงานกันท่านคงรู้ใช่ไหมคะ” เห็นเขาพยักหน้ารับจึงเล่าเรื่องที่เสียวหลันคร่ำครวญให้ฟัง

“เจ้าก็เลยจะมาขอร้องอี่เฉินให้ไปพูดขอแต่งงานกับนาง”

“ใช่ค่ะ ตอนแรกข้าตั้งใจจะขอร้องเขาเองแต่ตอนนี้ข้าเห็นว่าท่านเหมาะสมที่สุด ขอร้องเถิดค่ะช่วยทำให้หลันสมหวังด้วย” นางลงทุนคุกเข่าเพื่อต้องการช่วยเพื่อนรัก

เพื่อเพื่อนนางทำได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ

“ลุกขึ้นเถิด”

“ข้าไม่ลุกถ้าใต้เท้าไม่รับปากว่าจะช่วย”

“ข้ารับปากก็ได้ แต่สำเร็จหรือไม่คืออีกเรื่อง เจ้าลุกขึ้นเถิด” เห็นความรักของนางที่มีต่อเพื่อนก็อดใจอ่อนไม่ได้

“ขอบคุณ ขอบคุณท่านใต้เท้า” นางคลี่ยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ ลุกจากพื้นไปนั่งบนเตียงดั่งเดิม

“ไม่ต้องขอบคุณเพราะข้าไม่ได้ช่วยเจ้าเปล่าๆ แต่ข้าจะถือว่าการช่วยเหลือครั้งนี้เป็นบุญคุณ เท่ากับเจ้าติดค้างบุญคุณข้าหนึ่งครั้ง” เห็นนางซื่อบื้อจึงอยากแกล้งเล่น ก็ดูเอาเถิดจนป่านนี้นางยังไม่รู้ตัวสักนิดว่าอยู่ในห้องนอนกับชายหนุ่มสองต่อสอง

เสี่ยวซิงเบิ่งตากว้างมองชายหนุ่มอยู่เนิ่นนาน “ข้าจะยอมถือเป็นบุญคุณถ้าท่านทำสำเร็จก็แล้วกัน”

“ไม่ได้หรอกแม่นาง”

“ท่านใต้เท้าอย่าเอาเปรียบข้านักเลย เราต่างก็มีนายคนเดียวกันถือว่าช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจไม่ดีกว่าหรือ ถ้าท่านทำไม่สำเร็จท่านก็ได้รับการคุกเข่าจากข้าเป็นรางวัลไปแล้วจะเอาคำว่าบุญคุณมาอ้างคงไม่เหมาะ”

ไม่ธรรมดา สาวน้อยท่าทางไร้เดียงสานางนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ภายใต้ท่าทางขลาดเขลาของนางมีอะไรดีๆ ซ่อนไว้มากมาย ไม่ได้หมายความว่านางมีจริต แต่การที่พูดออกมาแบบซื่อๆ นั่นแหละคือสิ่งที่ดี

“นายของข้าคือท่านอ๋อง นายของเจ้าคือพระชายา แต่ข้ายอมให้เจ้าก็ได้ แล้วหญิงสาวคนนั้นคือใคร?” เขาเย้านางแล้วตั้งคำถาม

คุยอยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนเรื่องเอาดื้อๆ นางจึงไม่เข้าใจคำถามของเขา ใช้สายตามองจ้องอย่างสงสัย

“ท่านหมายถึงหลันหรือคะ?”

“ไม่ใช่ ข้าหมายถึงผู้หญิงที่คุยกับเจ้าหน้าบ้านของข้าต่างหาก”

“อ๊ะ! ข้าลืมไปสนิท ท่านใต้เท้าข้าขอลาก่อน” พูดจบก็รีบลุกจากเตียงก้าวเท้าวิ่งออกไป ไม่ถึงสามก้าวก็ถูกดักหน้าเอาไว้

ตุ๊บ!

ชนเข้ากับกำแพงมนุษย์ผู้ชายอย่างจัง เขาไม่สะเทือนสักนิดแต่นางเด้งกลับไปทางด้านหลังจนเกือบล้ม ดีที่เขาคว้าได้ทัน

“มีคนแปลกหน้าถามถึงนายของเรา เจ้าไม่คิดจะเล่าให้ข้าฟังเลยหรือ”

เสี่ยวซิงถูจมูกแรงๆ ด้วยความโมโห เมื่อกี้ใครกันนะบอกว่านายข้า นายท่านคนละคน ทีนี้มาทำเป็นพูดว่านายของเรา โธ่เอ๊ย ถ้าข้ามียุทธ์จะเล่นงานให้ล้มตึงไปเลย

“คิดจะฆ่าข้าเหรอ” เห็นแววตาหลากอารมณ์ของนางเขาก็เดาได้ทันที

“เปล่านะ!” รีบปฏิเสธด้วยความตกใจ “ข้ายังคิดไม่ถึงขั้นนั้นเลย” นางพึมพำเบาๆ แล้วย้อนกลับไปยังที่นั่งเดิม ตอนนี้นี่เองที่เห็นได้ชัดถนัดตาว่านางอยู่ในห้องอะไร หันมองซ้ายขวาเพื่อความมั่นใจ ไม่ผิดแน่นี่มันห้องนอนชัดๆ และไม่ใช่ห้องผู้หญิงแน่นอนนางดูออก “ห้องนอนท่านหรือ?”

“ใช่”

“ท่านทำแบบนี้กับข้าได้อย่างไร ฮือๆๆ” นั่งยองกับพื้นปิดหน้าปิดตาร้องไห้โฮด้วยความเสียใจ

“ขะ..ข้า..ข้าทำอะไรเจ้า?” แค่บอกว่าเป็นห้องนอนของเขาเท่านั้นทำไมต้องร้องไห้เสียใจขนาดนั้นด้วย

“ท่านย่ำยีข้าทำไม ฮือๆๆ”

โต้วฉือถอนหายใจทิ้งแรงๆ นางคิดได้ยังไงกัน แต่เขาก็พอเข้าใจอยู่หรอก

“เงียบเดี๋ยวนี้!” ถ้าปลอบดีๆ คงจะร้องอีกนาน วิธีนี้คงได้ผลดีที่สุด “ถ้าไม่อยากให้ข้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังก็จงเงียบเสียงให้สนิทแล้วเล่าเรื่องของหญิงสาวคนนั้นให้ข้าฟังอย่างละเอียด” ได้ผลเกินคาดนางเงียบเสียงทันที เหลือเพียงเสียงสะอื้นที่กระตุกขึ้นบางครั้ง เมื่อสงบอารมณ์ได้แล้วนางจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง

เขาพูดกับนางอีกสองสามประโยคไม่รวมกับเรื่องที่นางเข้าใจผิด แล้วจึงพาขี่ม้าไปคฤหาสน์อ๋องกุ้ยด้วยกัน ก่อนถึงเขตกำแพงไม่ไกลนักเขาก็พานางลง

“ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่อยากให้ใครรู้เรื่องที่เกิดระหว่างเรา”

“ถูกต้องที่สุด” นางไม่อยากฟังเขาพูดเรื่องบาดใจให้มากกว่านี้จึงรีบพูดแทรกขึ้น

“เช่นนั้นเจ้าก็เดินกลับคฤหาสน์เอาเองก็แล้วกันจะได้ไม่เป็นที่ครหาของผู้อื่น” กล่าวจบก็กระตุกเชือกให้ม้าออกวิ่ง

“คนเลว” ห่างออกไปไกลพอสมควรจึงด่าตามหลังออกไปแต่ไม่ดังนักเพราะกลัวเขาได้ยิน ทันใดนั้นม้าก็หยุดวิ่งแล้ววกกลับมา นางใจเต้นรัวด้วยความกลัวคิดว่าคงตายแน่ๆ ปากหนอปากไม่น่าหาเรื่องเลย

“อีกเจ็ดวันให้เพื่อนของเจ้าไปที่โรงเตี๊ยมดอกเหมย เวลาสองทุ่มตรง” แล้วกระตุกม้ากลับไปทางเดิมทันที

หลินโม่วยกถ้วยน้ำเต้าหู้ขึ้นซดทีเดียวจนหมดแล้วยื่นเงินให้พ่อค้าวัยชราพร้อมตั้งคำถาม

“เถ้าแก่ คฤหาสน์อ๋องกุ้ยอยู่ไหน?”

เขอเข่อเดินผ่านมาพอดี ได้ยินคำถามของหญิงสาวจึงหยุดชะงักและหย่ามือใส่เจ้าของร้าน

“แม่นางมีธุระอันใดกับคฤหาสน์อ๋องกุ้ยหรือ”

หญิงสาวหันหลังกลับ มองผู้ชายหน้าตาดีแต่งตัวดีตั้งแต่บนลงล่าง ชักสีหน้าใส่ด้วยความไม่พอใจ

“ไม่ใช่เรื่องของท่าน”

“โปรดอย่ากล่าวเช่นนั้น ข้าเป็นหลงจู๊อยู่ที่ร้านค้าของท่านอ๋องเจ้าของคฤหาสน์อ๋องกุ้ย ได้ยินแม่นางถามถึงเจ้านายจึงอยากรู้เหตุผลเท่านั้นเอง”

“ข้าขอโทษที่พูดไม่ดีกับท่านไป” น้ำเสียงกิริยาของนางเปลี่ยนเป็นญาติดีทันที “ข้ามาหาท่านอ๋องเพราะ..เพราะจะมาขออยู่..เพราะมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือนิดหน่อย” คิดไตร่ตรองให้ถ้วนถี่จึงพยายามเลี่ยงเหตุผลที่แท้จริงออกไปก่อน

“โชคดีที่แม่นางได้มาพบกับข้าจะได้ไม่ลำบากถามหาจากชาวบ้าน เชิญแม่นางกลับไปที่ร้านค้าของท่านอ๋องกับข้าก่อนดีหรือไม่” ทางที่ดีเขาต้องเอานางกลับไปให้ได้ ก่อนที่นางจะถามจากชาวบ้านแล้วบุกไปหาท่านอ๋องถึงคฤหาสน์ นางอาจจะเป็นคนของสกุลอวี่ส่งมาเพื่อแก้แค้น

“ไม่ดีกว่าข้าไม่อยากรบกวน” นางไม่ไว้ใจเขา

“แม่นางไม่เชื่อใจข้ากระมัง ท่านลองถามเถ้าแก่ท่านนี้ดูว่าข้าคือใครเป็นหลงจูอยู่ที่ร้านไหนแล้วตามไปดูว่าข้าโกหกหรือไม่”

นางอยากเชื่อและอยากพักเหนื่อยเต็มที แต่เพราะกลัวถูกหลอกไปขายเป็นนางคณิกาจึงไม่กล้าไว้ใจเขา แต่ในเมื่อเขาออกตัวแบบนี้ก็ลองเชื่อสักหน่อยแล้วกัน จึงหันไปถามกับเถ้าแก่คนเดิม ทำให้รู้ว่าเขาคือหลงจู๊เขอเข่อแห่งร้านมั่งมีของอ๋องกุ้ยหย่งหมิง จึงตัดสินใจตามเขาไปที่ร้านแต่ระหว่างทางก็ยังมีแอบถามชาวบ้านอีกหลายคนเพื่อความมั่นใจ

“แม่นางมีชื่อแซ่ว่าอะไรข้าจะได้เรียกถูก”

“หลินโม่ว ข้าชื่อหลินโม่ว”



“ที่นี่อาจจะคับแคบไปนิด แม่นางหลินโม่วโปรดอย่าถือสา ขอให้พักผ่อนให้เต็มอิ่ม”

หญิงสาวมองไปรอบๆ แล้วคลี่ยิ้ม “ไม่หรอก มันกว้างกว่ากระท่อมของข้าอีก แล้วข้าจะได้เจอท่านอ๋องวันนี้หรือเปล่า”

“ท่านอ๋องจะมาที่นี่อาทิตย์ละสองครั้งเพราะท่านต้องดูแลร้านค้าอีกสี่แห่งที่อยู่ห่างออกไป น่าเสียดายท่านมาช้าไป..”

“ทำไมหรือ?”

เข้าทางเขอเข่อที่คิดไว้ “ท่านอ๋องเพิ่งเดินทางไปฝั่งตะวันตกเมื่อเช้ามืดนี้เอง กว่าจะกลับก็อีกสามวันท่านคงต้องรอไปก่อน” เขาต้องรีบนำเรื่องนี้รายงานท่านอ๋องแล้วคอยเฝ้าดูนางไว้ไม่ให้คลาดสายตา



เสียงเรียกของพ่อบ้านทำให้กุ้ยหย่งหมิงและองครักษ์ทั้งสองหยุดการเจรจา

“เข้ามา”

“ขออภัยที่รบกวน มีจดหมายด่วนจากหลงจู๊เขอเข่อมาถึงท่านอ๋องขอรับ”

กุ้ยหย่งหมิงรับจดหมายจากพ่อบ้านรอเขาเดินออกไปแล้วแกะอ่านทันที เขากวาดสายตาไปตามตัวหนังสือที่คุ้นเคยเรียบร้อยแล้วจึงพับเก็บ

“โต้วฉือ ตอนที่เจ้าไปรับข้าจากหมู่บ้านถงเจ้าเคยเห็นบุตรสาวของท่านหมอเกิงหรือไม่”

“ไม่ครับ ข้าได้ยินแต่ฮูหยินหลินพูดว่าเสียดายที่หลิน..โม่วไม่ได้อยู่ส่งท่าน” เขาพูดชื่อออกมาคล้ายลังเลว่าจำถูกหรือไม่

“งั้นข้าก็ต้องไปดูเองซินะ” เขาพึมพำออกมาลอยๆ แต่อีกสามวันค่อยไปแล้วกัน ในเมื่อเขอเข่ออุตส่าห์ดึงเวลาไว้ให้ นางอาจจะเป็นหญิงสาวคนเดียวกับที่โต้วฉือมาเล่าให้ฟัง ใช่หรือไม่อีกสามวันก็รู้ “ส่งข่าวกลับไปที่เขอเข่อว่านางไม่ใช่คนของสกุลอวี่ให้ดูแลนางอย่างดี”

“ครับท่านอ๋อง” โต้วฉือรับคำแล้วเดินออกไปปล่อยให้อี่เฉินรับใช้ท่านอ๋องเพียงผู้เดียว

กุ้ยหย่งหมิงมองหน้าอี่เฉินแล้วถามถึงเรื่องแต่งงานที่เคยบอกไปแล้ว คำตอบที่ได้รับทำให้เขาค่อนข้างพอใจ

“ฤกษ์นี้เจ้าเลือกเอาเองหรือไปปรึกษากับผู้ใหญ่”

“เลือกเองครับท่านอ๋อง”

“แล้วทำไมถึงต้องรอถึงเดือนแปด?”

“ข้าแค่อยากให้เวลานางได้ทำใจครับท่านอ๋อง” เขาอยากแต่งวันนี้พรุ่งนี้ด้วยซ้ำไป แต่จิตใจของนางนี่ซิคือสิ่งสำคัญ แค่สามเดือนเขารอได้อยู่แล้ว

(ติดตามตอนต่อไปในหนังสือค่ะ)

ลิงค์ :
ผู้ตั้งหัวข้อ : bestbooksmile
ตัวอย่างหนังสือทำมือ ลิขิตรักข้ามกาลเวลา ภาค 2 ตอนลิขิตรัก โดย ซินเหมย (ณศิกมล)


  • 1

แสดงความคิดเห็น

 
รายละเอียด : *
 
  แทรกลิงค์ URL แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
ชื่อของคุณ : *
รหัสผ่าน : เจ้าของร้าน สมาชิก
รูปภาพ :
(นามสกุลไฟล์ควรเป็น [ jpg , jpeg , gif ] และไฟล์ไม่เกิน 80 Kb)
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
อีเมลล์ของคุณ : *
Validation Code :

*
  หมายเหตุ : กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง